
ไม่เต็มร้อยก็ต้องปรองดอง
ไม่เต็มร้อยก็ต้องปรองดอง : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเดินสายรับฟังความคิดเห็นไปถึง จ.อุดรธานี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีข้อเสนอที่น่าสนใจ นั่นก็คือการสร้างความปรองดอง โดย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่า จะบรรจุบทบัญญัติที่ว่า ให้มีคณะกรรมาการปรองดองแห่งชาติ ไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยยุติปัญหาความขัดแย้ง
คณะกรรมการปรองดองแห่งชาติที่ว่านั้น ถูกออกแบบให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน ที่มีความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝายใด และมีกรรมการอีก 5 คนที่มาจากคู่ขัดแย้ง เมื่อได้ข้อยุติแล้วก็สามารถเสนอให้รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษได้
น่าสนใจว่า คณะกรรมการชุดนี้ หากมีขึ้นจริงแล้วจะทำงานกันอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าติดตามพอๆ กับการเลือกไปประกาศเรื่องนี้ในจังหวัดที่เคยมีคนบอกว่าเป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดงซึ่งในการเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนหน้านี้หลายคนถูกดำเนินคดีและหลายคนก็ถูกจองจำอยู่ในคุก ถึงแม้ว่าภายหลังจะถูกแยกออกจากคุกที่จองจำนักโทษคดีอาญาทั่วไปแล้วก็ตาม
จะว่าไปแล้วบ้านเมืองเราก็ผ่านความพยายามที่จะขอพระราชทานอภัยโทษมาแล้วในช่วงที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในตอนนั้นมีการตรวจสอบรายชื่ออย่างละเอียด จนทำให้คนเสื้อแดงฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เพราะเห็นว่า ถ่วงเวลาในการนำความขึ้นกราบบังคมทูล
อีกครั้งที่มีเหตุการณ์ลักษณะใกล้เคียงกันแต่ทำให้การเมืองไทยพลิกผันมาจนถึงวันนี้ ก็คือ ความพยายามในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมในช่วงที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
การผลักดันกฎหมายที่กลายเป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะว่าไปก็เป็นไปตามกระบวนการปกติคือผ่านสภาผู้แทนราษฎร แต่กระบวนการที่ผิดปกติทำให้ พรรคประชาธิปัตย์ลาออกจากการเป็น ส.ส.และ กปปส.ก็ถือกำเนิดมาตั้งแต่วันนั้น จำนวนผู้มาชุมนุมที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ กดดันจนทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตัดสินใจยุบสภา แต่ปัญหาก็ยังไม่สิ้นสุด ตรงกันข้ามกลับสร้างปมปัญหาใหม่ เมื่อไม่สามารถกู้เงินไปจ่ายให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวได้ จะขายข้าวให้ต่างประเทศก็ไม่ได้ เพราะติดขัดที่รัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้ทำเรื่องที่เป็นภาระผูกพันไปถึงรัฐบาลใหม่
ในห้วงเวลานั้น ต้องเรียกว่าประเทศได้เดินทางมาถึงทางตันแล้วจริงๆ เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรี อ้างว่า ไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญรองรับ และนั่นก็กลายเป็นเหตุผลให้กองทัพเข้ามายึดอำนาจ สถาปนาเป็นคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช. และมีการจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศมาจนถึงวันนี้
บทเรียนที่เพิ่งผ่านไปทำให้ บวรศักดิ์ บอกว่า จะรอให้มีคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติมาทำหน้าที่คงจะไม่ได้ แต่เป็นรัฐบาล คสช.ที่ต้องเริ่มลงมือเสียเอง แต่ถามว่าจะเริ่มกันอย่างไร ในเมื่อข้างฝ่าย กปปส.ยังคงยึดหลักการที่ว่า หากจะอภัยโทษหรือนิรโทษกรรม จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มีการสำนึกในความผิดเสียก่อน รวมทั้งจะต้องมีเงื่อนไขด้วยว่า การกระทำความผิดใดบ้างที่จะต้องไม่เข้าข่ายอภัยโทษ หรือนิรโทษกรรม
ขณะที่ฝ่ายคนเสื้อแดงนั้นยื่นเงื่อนไขแต่แรกว่า หากยังถูกองค์กรอิสระไล่ล่าอยู่ฝ่ายเดียวในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นคดีโครงการรับจำนำข้าว หรือคดีถูกถอดถอน แล้วจะพูดคุยในเรื่องปรองดองได้อย่างไร
เพียงแค่จะนับหนึ่ง ก็ปรากฏเงื่อนไขมากมายขนาดนี้ แม้นายบวรศักดิ์จะไม่ออกปากว่า รัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. จะต้องออกโรงเป็นเจ้าภาพ ก็จำเป็นจะต้องออกมาอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นกลไก เงื่อนไข รวมทั้งการใช้อำนาจ ก็ล้วนแต่ยังต้องพึ่งพาอำนาจพิเศษเพื่อที่จะให้ความปรองดองเกิดขึ้นโดยเร็ว ก่อนที่โรดแม็พ คสช.จะสิ้นสุด
ถึงแม้ว่าจะเป็นความปรองดองแบบไม่เต็มร้อยก็ตาม



