คอลัมนิสต์

เมื่อคสช.เป็นคู่ขัดแย้ง

เมื่อคสช.เป็นคู่ขัดแย้ง

17 ก.พ. 2558

เมื่อคสช.เป็นคู่ขัดแย้ง : บทบรรณาธิการวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558

              บรรยากาศทางการเมืองขณะนี้ กำลังจะดำเนินไปเหมือนเมื่อครั้งก่อนการรัฐประหารเข้าไปทุกที สังเกตได้จาก ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นให้ถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ยังผลให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยได้ดาหน้ากันออกมาตอบโต้รัฐบาล และคสช.ทุกประเด็น โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงพูดออกมาจากพรรคเพื่อไทยทำนองว่า การตัดสินถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะทำให้หนทางสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติตีบตัน นอกจากนี้เหตุการณ์ระเบิดที่หน้าสยามพารากอน กระทั่งการแสดงความเห็นต่อประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา ก็ถูกจับตาว่าเป็นแรงกระเพื่อมอันมีแหล่งที่มาเดียวกัน หรือเกี่ยวโยงกัน

              สำหรับการดำเนินคดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น วันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้ อัยการสูงสุดนัดนำสำนวนขึ้นฟ้องต่อศาลฎีกาฯ ซึ่งก็ต้องจับตากันต่อไป ถ้าหากศาลมีคำสั่งรับฟ้องก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งจะต้องใช้เวลานานพอสมควร นับจากวันที่ 19 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป อาจถือได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศไทยอีกวาระหนึ่งก็ว่าได้ เพราะบ้านเมืองถูกชักโยงให้ดำเนินมาถึงทางสองแพร่ง ทางหนึ่งนั้นเป็นการดำเนินการตาม "คำมั่นสัญญา" ถึงเหตุผลของการเข้ายึดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งอยู่ในกระบวนการของแม่น้ำทั้ง 5 สายเพื่อเป้าหมายสูงสุดคือ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการเลือกตั้งทั่วไป ทั้งหมดนี้ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปประเทศไทยในทุกๆ ด้าน ส่วนอีกทางหนึ่งนั้น คือประเทศไทยไม่สามารถก้าวข้ามปลักตมแห่งความขัดแย้งไปได้ ซ้ำร้าย คสช.กลับกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับการเมืองอีกฟากหนึ่งเหมือนที่เริ่มปรากฏภาพขึ้นแล้ว             

              แม้ขณะนี้ คสช.และรัฐบาลยังมีกฎอัยการศึก ซึ่งเป็นกฎหมายให้อำนาจพิเศษเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกำราบกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่ารัฐบาลและคสช.จะสามารถหยุดยั้งแรงกระเพื่อมและความปั่นป่วนที่ตามมาได้เหมือนเมื่อครั้งใช้อำนาจเต็มทำรัฐประหาร เพราะนับแต่ก้าวแรกที่คณะทหารเข้าสู่สถานะของฝ่ายบริหาร การท้าทาย การตรวจสอบ และข้อเรียกร้องต่างๆ ได้สุมรุมกันจนรัฐบาลและ คสช.ตกเป็นเป้าของการโจมตี ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจำแนกแยกแยะการเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย ซึ่งแม้จะมีเป้าหมายมาที่ คสช.และรัฐบาล แต่จุดประสงค์นั้นต่างกัน อย่างเช่น การทำกิจกรรมแสดงออกทางการเมืองของนิสิตนักศึกษา ย่อมปราศจากวาระซ่อนเร้นอื่นใดพ่วงเข้ามา ดังเช่นการแสดงความเห็นตอบโต้ พล.อ.ประยุทธ์ จากฝ่ายการเมืองอย่างไม่เกรงใจ และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

              เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในช่วงท้ายรายการคืนความสุขให้คนในชาติ โดยนอกจากจะตอกย้ำว่า รัฐบาลและคสช.จะก้าวลงจากอำนาจ และจัดให้มีเลือกตั้งทั่วไปประมาณปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559 ทั้งยังแสดงความคาดหวังว่า ถึงเวลานั้นประเทศไทยจะได้รัฐบาลที่ดีที่มาจากการเลือกตั้ง ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เวลาที่เหลืออยู่ประมาณ 10-12 เดือนนับจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะบริหารบ้านเมืองในสถานการณ์กำลังถูกชักนำกลับไปสู่ความขัดแย้งแบบเดิมๆ ได้อย่างไร หากแต่สิ่งหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลจะต้องตั้งมั่นและเดินหน้าอย่างแน่วแน่ก็คือ ต้องปฏิรูปประเทศให้ได้ โดยเฉพาะปฏิรูปการเมืองอันเป็นที่มาของความขัดแย้ง ซึ่งกลุ่มคนในระบบเก่านั้นกำลังประกาศตนเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาลและคสช.