คอลัมนิสต์

องค์กรอิสระต้องไม่เอนเอียง

องค์กรอิสระต้องไม่เอนเอียง

12 ก.พ. 2558

องค์กรอิสระต้องไม่เอนเอียง : บทบรรณาธิการประจำวันที่12ก.พ.2558

               องค์กรตามรัฐธรรมนูญ กำหนดขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2540 เพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งหมายของการปฏิรูปทางการเมืองที่ให้สิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชน โดยมุ่งหวังให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ต่อมามีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 แบ่งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ประเภทแรกคือ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และประเภทองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ อัยการสูงสุด คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ขณะเดียวกันแม้องค์กรอื่นไม่ได้ถูกระบุในหมวด 11 ก็จัดเป็นองค์กรอิสระ เช่น กสทช. เป็นต้น ซึ่งแสดงว่ามุมมององค์กรอิสระกินความกว้างพอสมควร

               ปัจจุบันการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำลังเดินหน้าตามโรดแม็พที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้กำหนดไว้ และมีปมร้อนเกิดขึ้นในการพิจารณาเรื่ององค์กรอิสระ มีเสียงวิจารณ์ทั้งสนับสนุนและคัดค้าน อาทิ การตัดทอนอำนาจของ กกต.ให้เหลือเพียงการแจกใบเหลือง ส่วนใบแดงให้โอนเป็นอำนาจของศาลเลือกตั้งที่อาจตั้งขึ้นมาใหม่ ซึ่งในอดีตก็เป็นอำนาจของศาล แต่มีปัญหาเรื่องการพิจารณาว่าล่าช้า จึงมีการโยกอำนาจการพิจารณามาที่ กกต. แต่พอมาวันนี้ก็กำลังจะกลับไปสู่อำนาจของศาลอีกครั้ง หรือการยุบรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยนชนเข้ากับผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่มองว่า การทำงานมีความซ้ำซ้อนกัน และผลงานที่ทำมาไม่เข้าตา แต่ฝ่ายเห็นต่างระบุว่า การยุบรวมจะสร้างผลกระทบในเรื่องส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิประชาชนและสององค์กรทำหน้าที่แตกต่างกัน ดังนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องนำข้อเสนอท้วงติงไปไตร่ตรองว่ารูปแบบควรออกมาเช่นใด

               ขณะเดียวกัน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้ไปศึกษาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจนได้ข้อสรุปเป็นบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะเรื่อง "องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ" ที่เห็นว่าจะต้องมีองค์กรอิสระไว้ในรัฐธรรมนูญ 5 องค์กร ได้แก่ 1.คณะกรรมการการเลือกตั้ง 2.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 3.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 4.คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และ 5.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งเห็นว่าองค์กรอิสระไม่ควรควบรวมเป็นองค์กรเดียวกัน เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจแต่ละองค์กรก็มีทิศทางและเป้าหมายแตกต่างกันไป ส่วนปัญหาที่ว่า ประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรอิสระมาจากการที่ภาครัฐไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะขององค์กรอิสระ ดังนั้นการแก้ปัญหาด้านประสิทธิภาพควรเพิ่มกลไกที่จะให้ภาครัฐปฏิบัติตามข้อเสนอขององค์กรอิสระมากกว่า

               แต่ไม่ว่าองค์กรอิสระจะมีมากน้อยแค่ไหนกี่องค์กร แต่ลักษณะสำคัญขององค์กรเหล่านี้ คือ ต้องเป็นอิสระและเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะการที่ถูกออกแบบและกำหนดให้ผู้บริหารองค์กรมีความเป็นอิสระเป็นกลางมีธรรมาภิบาลเพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่า ความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่จะต้องมีอยู่จริง ตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริง ตามข้อกฎหมาย ไม่โอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ดำเนินงานสองมาตรฐาน รวมถึงกระบวนการสรรหาผู้บริหารองค์กรอิสระที่จะเข้าสู่ตำแหน่งก็ต้องเที่ยงธรรมได้คนดีเข้ามาทำงาน ประการสำคัญอีกเรื่องคือ เมื่อองค์กรอิสระมีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐของหน่วยงานอื่นได้ ในทางกลับกันองค์กรอิสระเหล่านี้ก็ต้องเปิดกว้าง พร้อมรับการตรวจสอบถอดถอนเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ต้องการอำนาจ แต่ไม่ยอมรับการตรวจสอบจนกลายเป็นองค์กรอิสระเหนือรัฐธรรมนูญไป