คอลัมนิสต์

คนละเรื่องเดียวกัน?

คนละเรื่องเดียวกัน?

10 ก.พ. 2558

คนละเรื่องเดียวกัน? : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558

               รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงสาละวนกับปมการเมืองหลายๆ เรื่อง หลายกรณี ต่างกรรมต่างวาระ ที่ดูเหมือนกำลังถูกผูกโยงเป็น "คนละเรื่องเดียวกัน" จนเกิดภาพใหญ่โตของขบวนการอันเป็นอุปสรรคขวากหนามระหว่างทางสู่ความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ การปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้าน การยกเลิกกฎอัยการศึก และการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2559 นับเนื่องมาตั้งแต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติลงมติด้วยคะแนนเสียง 190 ต่อ 18 เสียง ให้ถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันมีผลให้ต้องเว้นวรรคการเมือง ในความผิดเพิกเฉยต่อการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ตามด้วยเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดหน้าสยามพารากอน และกรณีสุดท้ายคือ ผู้ไม่หวังดีสร้างเอกสารขึ้นมาแอบอ้างแถลงการณ์ของสำนักพระราชวังมีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรง

               วิเคราะห์กันมากว่า มติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์จะส่งแรงกระเพื่อมทางการเมืองตามมาเป็นระลอก บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นกลายเป็นข้อพิสูจน์สมมุติฐานนั้นไปโดยปริยาย ไม่ว่าข้อจริงเท็จจะเป็นอย่างไร ซึ่งนั่นก็เท่ากับเป็นภาวะกดดันที่มีต่อ คสช.และรัฐบาลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ยิ่งเมื่อ คสช.ไม่อนุญาตให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศ ด้วยเหตุผลที่กำลังจะตกเป็นผู้ต้องหาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ป้องกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีคดีออกนอกประเทศ ขณะที่ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ออกมาตอบโต้ว่า คำสั่งของ คสช.อาจเข้าข่ายกระทำผิดรัฐธรรมนูญ เพราะผู้ร้องขอไปต่างประเทศยังไม่ถูกศาลพิพากษาย่อมต้องถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งกรณีนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถูกชักนำเข้าสู่ "วาระ" ทางการเมือง ซึ่งอีกฝ่ายต้องการให้เกิดการรับลูกและกลายเป็นกระแสอย่างต่อเนื่อง 

               เหตุการณ์ระเบิดบริเวณหน้าสยามพารากอน ค่อนข้างชัดเจนว่าจะเกี่ยวข้องกับการเมือง เมื่อตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนมีหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงไปยังกลุ่มที่เคยเคลื่อนไหวด้วยวิธีการรุนแรงก่อนหน้านี้ นับเนื่องตั้งแต่เกิดกรณีสมานเมตตาแมนชั่น ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อปี 2553 เหตุระเบิดที่มีนบุรี มีผู้เสียชีวิต 2 คน ให้หลังเหตุระเบิดป่วนเมืองครั้งล่าสุดเพียงชั่วข้ามคืน มีมือมืดเผยแพร่ "แถลงการณ์ปลอม" เนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพผ่านโซเชียลมีเดีย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้รายหนึ่งในข้อหาเผยแพร่แถลงการณ์ปลอมชิ้นนั้นอีกทอด ซึ่งแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง ได้จัดทนายช่วยว่าความให้ผู้ต้องหา เพราะผู้ต้องหารายนี้เป็นแนวร่วม นปช. ซึ่งแม้พฤติการณ์ของเขาจะไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับกลุ่มคนเสื้อแดง แต่จังหวะระหว่างก่อคดีทำให้คิดได้ว่า พวกเขาต้องการสร้าง "แรงกระเพื่อม" ต่อ คสช.จริงๆ

               ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมายจับ นายอัศดิน อุไรไพรวัน หรือที่รู้จักกันในนาม "บรรพต" ที่ตกเป็นผู้ต้องหาความผิดตามมาตรา 112 พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีของไทย ก็กำลังอยู่ระหว่างการเยือนญี่ปุ่น เพื่อเจรจาความร่วมมือในโครงการต่างๆ ในบรรยากาศที่มีผู้มาประท้วงผู้นำจากไทย เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดในช่วงเวลานี้ ทั้งที่โยงถึงกันได้ และไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันเลยนั้น สะท้อนให้เห็นว่า เป้าหมายนำชาติสู่ความปรองดองสมานฉันท์นั้น ยิ่งนานวันยิ่งคล้ายกับคำเปรียบเปรยเข็นครกขึ้นภูเขา สำคัญที่สุดคือ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ไม่เพียงแค่ท้าทายผู้บริหารและ คสช.เท่านั้น หากแต่ทุกคนในชาติจะต้องช่วยกันขบคิดด้วยว่า เราจะนำพาอนาคตของชาติไปได้อย่างไรกัน