คอลัมนิสต์

ก.ม.ดิจิทัลต้องถ่องแท้

ก.ม.ดิจิทัลต้องถ่องแท้

09 ก.พ. 2558

ก.ม.ดิจิทัลต้องถ่องแท้ : บทบรรณาธิการประจำวันที่9ก.พ.2558

               นับเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลได้แตะเบรกร่างกฎหมายดิจิทัล 10 ฉบับ ที่ผ่านการอนุมัติรับหลักการโดยมติคณะรัฐมนตรีไปแล้ว โดยได้เชิญตัวแทนองค์กรประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนหลายแขนง ทั้งหนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ฯ กว่า 30 คน เข้าให้ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยที่อยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา หลังมีผู้แสดงความกังวลต่อเนื้อหาของกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลของเอกชนและการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไปและไม่มีการถ่วงดุล พร้อมเปิดทางให้ไปชี้แจงและแสดงความคิดเห็นภาพรวมในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกด้วย


               ถือเป็นความใจกว้างของรัฐบาลที่เปิดช่องรับฟังเหตุและผลของฝ่ายเห็นต่าง โดยการหารือครั้งนี้แม่งานใหญ่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบถึงความไม่สบายใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการออกกฎหมายชุดใหญ่ 10 ฉบับนี้ ซึ่งบางสิ่งบางอย่างเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงอยากฟังอย่างเป็นทางการและเป็นระบบว่า เนื้อหาของร่างกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า มีลักษณะของการควบคุมมากกว่าส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยดิจิทัล ตามเจตนารมณ์ที่รัฐบาลประกาศต่อสาธารณชน ซึ่งอาจจะมีผลให้ภาคธุรกิจต่างประเทศถอน หรือยกเลิกการลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจริงหรือไม่

               ขณะเดียวกัน ตัวแทนองค์กรประกอบวิชาชีพด้านสื่อได้แสดงความเป็นห่วงร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและร่าง พ.ร.บ.รักษาความปลอดภัยไซเบอร์ เป็นกฎหมายสำคัญที่สุดของชุดนี้ เพราะได้ตัดข้อยกเว้นการคุ้มครองการรายงานข้อมูลส่วนบุคคลของสื่อมวลชนได้รับการยกเว้นและคุ้มครอง แต่กฎหมายนี้ได้ตัดข้อความออกไป ทำให้การรายงานและการทำข่าวของสื่อเชิงสืบสวนไม่สามารถทำได้อีกต่อไป รวมถึงกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐเข้าถึงสิทธิส่วนบุคคล ให้อำนาจในฐานะพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ อาญา โดยไม่จำเป็นต้องขอหมายศาล ไม่มีเกณฑ์วัดว่าใช้ดุลพินิจอย่างไร แค่ไหน มองได้ว่าเป็นการมุ่งเน้นไปที่เรื่องความมั่นคงมากกว่าการส่งเสริมการค้าขายตามชื่อกฎหมายและการคุ้มครองบุคคล

               กระแสคัดค้านและเรียกร้องให้มีการทบทวนมีมาอย่างต่อเนื่องและขยายวงกว้างออกไปนั้น เพราะประชาชนเริ่มตื่นตัวกับผลกระทบที่จะตามมาในสังคมดิจิทัลของพวกเขา อีกทั้งยังแสดงความแคลงใจต่อการให้อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานเข้าไปตรวจค้นหรือเข้าถึงระบบข้อมูลของเอกชนในทุกช่องทางโดยไม่มีกระบวนการกลั่นกรอง จากเดิมที่ต้องขอหมายศาล อาจเป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่เกินขอบเขต ละเมิดสิทธิประชาชน และมีผลกระทบตามมาในอนาคต เพื่อให้การพิจารณาผลักดันนโยบายสำคัญของรัฐบาลเป็นไปด้วยความรอบคอบแยกแยะชัดเจนระหว่างเป้าหมายสำคัญ เพื่อวางโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมดิจิทัล ดังนั้นการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในระยะยาวแน่นอน