
พ.ร.บ.ความปลอดภัยไซเบอร์กับ'สิทธิเสรีภาพ'ปชช.
พ.ร.บ.ความปลอดภัยไซเบอร์ กับ'สิทธิเสรีภาพ'ประชาชน : ขยายปมร้อน โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง สำนักข่าวเนชั่น
บ่ายวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ตัวแทนองค์กรสื่อ อาทิ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตสื่อออนไลน์ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ตัวแทนกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ตัวแทนผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และนักวิชาการด้านสื่อ เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลตามคำเชิญ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้รองนายกฯ ด้านกฎหมาย "วิษณุ เครืองาม" เป็นตัวแทนพบปะพูดคุย
หลังจากหลายภาคส่วน “มีความกังวล” กับร่างกฎหมายบางฉบับที่ซุกปะปนอยู่ในกฎหมายพวงใหญ่ 10 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับ "การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล" ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาล ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติหลักการไปแล้ว
กฎหมาย 10 ฉบับนั้น ได้แก่ 1.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 2.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 3.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 4.ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 5.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล 6.ร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 7.ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม 8.ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 9.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ 10.ร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เพื่อกำหนดให้มีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ร่างที่วงการสื่อกังวลกันมากเห็นจะเป็น “ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” ที่ห่วงการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐเข้าถึงสิทธิส่วนบุคคล โดยให้อำนาจในฐานะพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องขอหมายศาล และโดยไม่มีเกณฑ์วัดว่า “เจ้าหน้าที่จะใช้ดุลพินิจอย่างไร” และอีกร่างคือ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่พบว่ามีการตัดข้อยกเว้นการคุ้มครองการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่เคยได้รับการยกเว้นและคุ้มครอง ซึ่งอาจจะทำให้การรายข่าวเชิงสืบสวนหรือข่าวตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นอันจะเกิดประโยชน์กับประเทศโดยรวมอาจจะไม่สามารถทำได้อีกต่อไป
จากการคุยกับหลายท่านที่เข้าไปนั่งประชุมกับรองนายกฯ วิษณุ พูดตรงกันว่า บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยดี รองนายกฯ เป็นรับฟังฝ่ายเดียว ไม่ได้ค้านอะไร และในที่สุดได้ข้อสรุปเป็น 2 ระดับ คือ ในชั้นการร่างกฎหมายในคณะกรรมการกฤษฎีกา จะเปิดโอกาสให้ตัวแทนองค์กรสื่อส่งตัวแทนเข้าร่วมชี้แจงและแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ห่วงใย จากนั้นเมื่อผ่านกฤษฎีกาแล้วส่งเข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เมื่อมีการตั้งกรรมาธิการพิจารณากฎหมาย ก็จะเพิ่มสัดส่วนโควตากรรมาธิการให้มีตัวแทนองค์กรสื่อและองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้าไปแสดงความคิดเห็นอีกรอบก่อนที่จะออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้
เท่ากับว่าการพบรองนายกฯ วิษณุ ก็ "วินวิน" ทั้งสองฝ่าย คือ แม้ไม่ได้ทำให้กฎหมายเหล่านี้ตกไป แต่อย่างน้อยก็ช่วย “แตะเบรก” ชะลอความเร็วในการออกกฎหมาย โดยให้เป็นไปอย่างรอบคอบและรับฟังมากขึ้น
ส่วนหนึ่งก็ต้องกล่าวถึง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยังกลับมาฉุกคิดได้ในการสั่งการให้อาจารย์วิษณุ เชิญภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมาแสดงความคิดเห็น หลังจากถ้าจำกันได้ วันแรกๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกนักข่าวถามเรื่องพ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์กลับมีอารมณ์ฉุนเฉียว จนตอบนักข่าวว่า "ทำไมล่ะ จะผ่าน ทำไม เฮ้ย แล้วจะเป็นทำไมวะ นายกฯ จะเป็นทำไม" จนเสียโอกาสในการชี้แจงอย่างมีเหตุมีผลในกฎหมายสำคัญที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง
แต่ท้ายที่สุดแล้วจากนั้นวันถัดมา พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้พูดอีกครั้งแบบอารมณ์นิ่งๆ ยืนยันกฎหมายฉบับนี้ “รัฐบาลไม่คิดล้วงตับหรือละเมิดสิทธิประชาชน”
ต้องดูกันยาวๆ กับกฎหมายลอตนี้ และไม่ใช่แค่องค์กรสื่อเท่านั้นที่ต้องจับตา เพราะว่านี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ "สิทธิและเสรีภาพ" ของประชาชนทุกท่าน!



