คอลัมนิสต์

ศก.มีผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล

ศก.มีผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล

05 ก.พ. 2558

ศก.มีผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล : บทบรรณาธิการประจำวันที่05ก.พ.2558

               เมื่อต้นสัปดาห์ กลุ่มธนาคารโลกและสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ได้รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก 2015 โดยมีจุดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนายั่งยืน ทีดีอาร์ไอ ได้สะท้อนความเห็นถึงเศรษฐกิจไทยปี 2558 ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน เพราะปัจจัยหลายด้าน แม้ว่าราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมามาก แต่มีผลต่อการบริโภคในประเทศน้อย เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะโครงการรถยนต์คันแรกที่คาดว่าต้องใช้เวลา 2-3 ปีข้างหน้า ถึงจะคลี่คลายและหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลสูงและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้ไม่มีกำลังซื้อ ส่วนรัฐบาลยังไม่กล้าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก เพราะกังวลหนี้สาธารณะที่อาจจะสูงขึ้น จึงเพียงกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งไปหวังผลต่อเศรษฐกิจในอีก 2-3 ปีข้างหน้ามากกว่า อีกทั้งปีนี้การส่งออกของไทยมีแนวโน้มประสบปัญหาด้วย

               ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวในรายการ "คม ชัด ลึก" ทางช่องเนชั่น แชนแนล ยืนยันว่า เศรษฐกิจยังอยู่ในระดับดี ดูได้จากเงินที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ตลาดหุ้นขึ้นถึง 1,600 จุด หรือ เพราะนักลงทุนเชื่อมั่น ส่วนที่ห่วงกระเป๋าเงินของคนไทยในเรื่องยอดหนี้ครัวเรือนก็อาจกระทบบ้าง แต่เป็นตัวเลขเก่า ปัจจุบันยอดหนี้ชะลอตัวลงแล้ว ซึ่งรัฐบาลเริ่มคุมได้ ตัวเลขที่ชี้ให้เห็นชัดเจนคือ ประการแรก ราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นยอดการเก็บภาษีมีมูลค่าสูงขึ้น ประการที่สอง รัฐบาลดูเรื่องการเปิดโรงงานให้เพิ่มขึ้นหลายพันโรงงาน ซึ่งได้แก้ไขปัญหาในสมัยก่อนติดขัดในเรื่องการออกใบอนุญาต เมื่อโรงงานเกิดขึ้นการจ้างงานก็มากขึ้น ด้านปัญหาราคาผลผลิตการเกษตรต้องสะท้อนความจริง พยายามช่วยเหลือเต็มที่ แต่ไม่ใช่ทำไปแล้วประเทศชาติขาดทุน

               ภาพรวมเศรษฐกิจแม้มีมุมมมองต่างกันระหว่างนักวิชาการและฝ่ายรัฐบาล แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของการใช้หลักวิชาการวิเคราะห์และคาดการณ์ ตลอดจนตัวเลขสถิติที่เห็นถึงแนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจและการส่งสัญญาณเตือนย่อมเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรนำข้อเสนอแนะไปพิจารณา อย่ามองเพียงมุมเดียวว่าเป็นการดิสเครดิตรัฐบาล นอกจากนี้สถานการณ์ปัจจุบันที่รถโดยสารและภาคขนส่งสินค้าได้ขอปรับราคาก็กำลังเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่มีผลต่อภาวะเศรษฐกิจของประชาชนจากนโยบายของภาครัฐที่ต้องการสะท้อนความเป็นจริงเรื่องต้นทุนเชื้อเพลิง เพราะมีผลให้ภาระตกกับผู้บริโภคที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อีกทั้งเมื่อภาคขนส่งขยับราคาก็เป็นที่รับทราบกันว่า บรรดาสินค้าที่ต้องใช้บริการภาคขนส่งก็ย่อมต้องปรับราคาสินค้าตามไปด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องตระหนักและวางแผนรับมือ หรือดูว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีเงินใส่เข้าในระบบมากขึ้นอย่างไร

               นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายรายวันของประชาชน ที่ต้องเตรียมรับกับการปรับราคาค่าโดยสารเกือบทุกประเภทแล้ว ยังมีเรื่องราคาอาหารในชีวิตประจำวันที่ปรับสูงขึ้นมากจนมีเสียงร้องเรียนดังไปทั่ว ล่าสุดข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ระบุว่า ปริมาณหนี้สินของครัวเรือนไทย สิ้นไตรมาส 3/2557 สูงถึง 10.2 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 84.7% ของจีดีพี และสิ้นปี 2557 มีโอกาสทะลุระดับความเสี่ยงที่ 85% ที่สำคัญตัวเลขหนี้ครัวเรือนยังสะท้อนถึงปริมาณการออมที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า มีกว่า 25% ของ 25 ล้านครัวเรือนไทยที่ไม่มีเงินออมเลย ดังนั้นรัฐบาลควรต้องระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญวางแผนทิศทางเศรษฐกิจของประเทศในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนเอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะปัญหาเรื่องปากท้องความเป็นอยู่ก็สำคัญต่อเสถียรภาพรัฐบาลเช่นกัน