คอลัมนิสต์

ท้าทายให้ปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรตำรวจ

ท้าทายให้ปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรตำรวจ

04 ก.พ. 2558

ท้าทายให้ปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรตำรวจ : หยุดสั่งแห้ง : โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข

              สีกากีฉาวโฉ่อีกครั้ง อาจจะดูเหมือนว่าเป็นคำพูดสามัญธรรมดาสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับ "คนใน" วงการตำรวจแล้วนั้น คำพูดดังกล่าวจัดได้ว่าอยู่ในขั้นแรง!! เกินไป

              มิใช่ว่าจะปฏิเสธคำพูดดังกล่าวเสียทีเดียว เพราะในส่วนของเหล่าบรรดาตำรวจเองนั้น ก็มิใช่ว่าจะไม่รู้สึกรู้สมกับข่าวการกระทำที่มิชอบของข้าราชการตำรวจทั้งระดับสูงจนถึงระดับล่าง

              ทำไมต้องมีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ? ไม่มีได้หรือไม่ ? คำถามที่มักถูกตั้งอยู่บ่อยครั้ง และคำตอบทุกครั้งคือ ไม่ได้ ถึงแม้ว่า กระทรวงยุติธรรมจะมีการตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ขึ้นมา แต่ก็มิได้หมายความว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีความจำเป็นต้องยกเลิกกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (โปรดติดตามอ่านในสัปดาห์หน้า)

              กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญ และถือได้ว่าเป็นหน่วยงานที่ควรเป็นเครื่องมือและกลไกที่สำคัญอย่างมากของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นที่พึ่งสำคัญของประชาชนที่อาจเรียกว่าเป็นปราการด่านสุดท้ายที่สามารถปล่อยหมัดเด็ดที่ทำให้อาชญากรทั้งหลายประมาทไม่ได้

              หากแต่ห้วงระยะเวลาที่ผ่านมาในระยะเกือบทศวรรษ ประสิทธิภาพในการปล่อยหมัดของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางไม่ใช่หมัดเด็ดตามปรัชญาการออกแบบงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ทำไมจึงปล่อยปละละเลยให้หน่วยงานแห่งนี้ยังคงดำเนินงานที่ไม่เป็นไปตามปรัชญาและภารกิจเป้าหมายของหน่วยงานได้ ???

              “กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเป็นหน่วยงานฉาวในรอบปี ฉาวตั้งแต่ผู้บัญชาการไล่เรียงลงมาอีกหลายนาย โดนคดีหนักๆ สาหัสกันเพียบ เป็นเทวดาสบายกันมานาน ไม่ต้องรับผิดชอบเหมือนท้องที่ เอาเปรียบท้องที่มาตลอด ยิ่งครั้งนี้ทำให้ตำรวจทั่วประเทศต้องมาอับอายไปด้วย สมควรปรับปรุงยกเครื่องขนานใหญ่” ข้อความที่เขียนโดยตำรวจสะท้อนให้เห็นทัศนคติที่มีต่อหน่วยงานนี้ (ทัศนคติอาจถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรู้ ประสบการณ์ และอคติของผู้นั้นหรือกลุ่มคนนั้นๆ)

              ดิฉันคิดว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องปฏิรูปโครงสร้างองค์กรในยามนี้อย่างเช่นที่นักวิชาการหรือผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายแสดงข้อคิดเห็นกันอย่างมากมายในสังคมปัจจุบัน

              หากแต่มีความเห็นว่า การปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรตำรวจต่างหากที่มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน และมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากมีความเห็นว่าเป็นรากเหง้าที่มาของสาเหตุแห่งความไร้ประสิทธิภาพ รวมถึงเป็นที่มาแห่งพฤติกรรมการสร้างความฉาวโฉ่ให้ได้อับอายไปทั่วทั้งแผ่นดิน และเป็นที่มาของการที่ตำรวจต้องกลายร่างเป็นแพะจากวิถีวัฒนธรรมในการทำงานที่บิดเบี้ยวด้วย

              วัฒนธรรม คือ วิธีคิดที่นำมาซึ่งการคิดค้นนวตกรรม วิธีการปฏิบัติงาน หรือรูปแบบธรรมเนียมปฏิบัติต่อกันในสังคมตำรวจด้วยกันเองและสังคมต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับตำรวจ วัฒนธรรมมิได้มีขอบเขตที่คับแคบเฉพาะวิธีคิดที่ดีงามแต่เพียงเท่านั้น หากแต่วิถีที่เกิดขึ้นจากวิธีคิดล้วนเรียกว่าวัฒนธรรมได้ด้วย

              ยกตัวอย่างเช่น ข้อเขียนของตำรวจที่เล่าถึงที่มาเบื้องหลังที่มาของการสร้างสถานที่สำหรับบริการประชาชนไว้ว่า

              ... "ตั้งแต่รับราชการมาหลายสถานี หลายจังหวัด ยังไม่เคยเห็นตู้ยามสายตรวจ หรือป้อมตำรวจ แห่งไหน ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างจากทางราชการเลยแม้แต่แห่งเดียว (ในความเป็นจริงอาจจะมีอยู่ก็เป็นได้ แต่ไม่เคยมีการสำรวจกันอย่างจริงจังมาก่อน) น่าจะเป็นหน่วยงานราชการเดียวที่สามารถสร้างที่ทำการอยู่เองได้ ไม่ใช่เพียงแค่ป้อมสายตรวจเท่านั้นที่สร้างเอง แม้แต่ตัวอาคารที่ทำการ ซึ่งแบบแปลน ตร. รุ่นพระเจ้าเหาไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ก็ต้องมีการปรับปรุง ต่อเติม หรือสร้างอีกอาคาร เพื่อรองรับการทำงานและกำลังพล(สัญญาบัตร)ที่มากขึ้น เช่น ห้อง ศปก.(ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจ), วันสต็อปเซอร์วิส, ห้องน้ำ, ห้องบริการประชาชน, ห้องรองผู้กำกับการฯ-สารวัตร, ห้องหัวหน้างานสอบสวน ฯลฯ ทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการแต่อย่างใด ที่ดิ้นรนทำกันนี้ก็เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน การให้บริการประชาชนที่ดียิ่งขึ้น รวมทั้งทำตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา

              เมื่อไม่ได้งบประมาณของหลวงแล้วตำรวจจะใช้งบอะไร ? และจากใคร ?

              แน่นอนว่าอาชีพตำรวจนั้นสามารถขอการสนับสนุนจากบรรดาผู้ประกอบการ พ่อค้า คหบดี หรือ ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในตำรวจ(มีด้วยรึ ?) มากบ้าง น้อยบ้าง ตามกำลัง และสภาพเศรษฐกิจ

              ส่วนสถานที่ตั้งตู้ยาม ป้อมตำรวจส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บนทาง หรือเขตของทางหลวง แขวงการทาง จะมีที่ได้รับบริจาคบ้าง แต่น้อยมาก ซึ่งเมื่อมีการขยายทาง ก็จะต้องรื้อถอนออกไป โดยไม่มีข้อโต้แย้ง

              ทำไมต้องสร้าง ?

              ก็เพราะมีนโยบายจากเจ้านายระดับ ตร. ที่บอกให้ทุกสถานี "ต้องมี" จุดบริการประชาชน หรือตู้ยาม ประจำทุกตำบล ทุกชุมชนใหญ่... ครับ บอกปากเปล่าแค่นั้นแหละ ไม่มีเขียนโครงการ หรือจัดทำงบประมาณแต่อย่างใด และถ้าหัวหน้าโรงพักไหนทำไม่ได้ก็บอกมา จะจัดหา คนที่ทำได้ ไปทำแทน !

              เมื่อสร้างแล้วก็ต้องจัดกำลังไปอยู่ 24 ชั่วโมง ไหนจะเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่ากินอยู่จิปาถะ ที่ไม่สามารถเบิกได้ ก็ต้องให้หัวหน้าตู้แสวงหาเอาเองในพื้นที่ บางแห่งก็ได้รับการสนับสนุนจากตู้แดงบ้าง ผู้ประกอบการต่างๆ บ้าง และนี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของที่มาเรื่องราวสะเทือนขวัญในวงการตำรวจนครบาลที่มีการโยกย้ายตำรวจในข้อหาติดป้ายโฆษณา ด้วยหวังว่าจะได้มีแรงส่วนหนึ่งสำหรับนำมาใช้ในการจ่ายค่าน้ำค่าไฟ แถมได้พื้นที่โฆษณากิจกรรมตำรวจฟรีๆ ตามสี่แยกอีกต่างหาก โดยวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้นทำให้ตำรวจบางยุคมีวิธีคิดว่าเป็นการบริหารงานแบบชนะ-ชนะ(วิน-วิน)... แต่เมื่อผู้บริหารเปลี่ยนขั้ว สลับข้าง(ทางอำนาจและการเมือง) วิธีคิดก็มักเปลี่ยนแปลงไปตามขั้วของอำนาจนอกองค์กรที่ทรงอิทธิพลอย่างมากต่อระบบการบริหารงานภายในองค์กรตำรวจ (นี่คือปัญหาที่ใหญ่ที่สุด!!)

              ผลสุดท้าย กรรมก็มักจะตกอยู่กับตำรวจผู้ที่อ่อนแอกว่า

              เมื่อเป็นเช่นนี้ ความรักใคร่ผูกพัน เห็นอกเห็นใจ ความสมัครสมานสามัคคีระหว่างกัน รู้สึกถึงความเป็นพวกเดียวกัน เป็นสีกากีเหมือนกันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในวงการสีกากี !!... แม้จะขออยู่ที่เดิมก็ยังต้องวิ่งเพื่อป้องกันตำแหน่ง

              นี่คือผลกระทบที่ยิ่งใหญ่และเมื่อย้อนกลับไปวิเคราะห์จะเห็นว่า ที่มาของปัญหาการคอร์รัปชั่น การกระทำที่ผิดกฎหมาย และการประพฤติมิชอบในวงการตำรวจนั้นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อย เกิดขึ้นจากวัฒนธรรมการสั่งแห้งนั่นเอง !!

.................................
(หมายเหตุ : ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ตู้ ปณ.1078 ปท.เกษตรศาสตร์ 5o ถ.งามวงศ์วาน เขตจตุจักร กทม.10900  fax 02-5612230  มือถือ 0867804141)