
อานุภาพของระเบิด
อานุภาพของระเบิด : ขยายปมร้อนโดยศรุติ ศรุตา
เหตุระเบิด 2 ครั้ง บริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้า กับห้างสรรพสินค้าพารากอน แม้จะมีผู้ได้รับบาดเจ็บเพียง 2 คน และหนึ่งในนั้นก็ได้รับบาดเจ็บเพราะหกล้มจากการวิ่งหนี แต่ดูเหมือนอานุภาพของระเบิดไม่ได้มีเพียงหวังผลให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย
ตำรวจแถลงผลการตรวจสอบที่เกิดเหตุ ระบุว่า เป็นระเบิดแบบไปป์บอมบ์ใช้ดินระเบิดแรงดันต่ำ จึงทำให้สะเก็ดระเบิดไม่สามารถทำลายล้างในวงกว้าง
แต่นั่นอาจไม่ใช่จุดประสงค์ของคนสั่งการ รวมทั้งคนที่ประกอบระเบิด
ไม่เหมือนกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2557 เขตรับผิดชอบ สน.มีนบุรี ที่มีเหตุ "ไปป์บอมบ์" แต่ครั้งนั้นใส่ไว้ในท่อเหล็ก ซึ่งทำให้เกิดแรงอัดมากกว่าการใช้ท่อพีวีซีในครั้งนี้หลายเท่า จึงเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บโดยตรงเพียงรายเดียวเท่านั้น
แต่เจตนาคนบงการคงอยากให้เป็นเรื่องของความแตกตื่นเสียมากกว่า
โดยเฉพาะความแตกตื่นของ คสช.ที่ยังคงการบังคับใช้กฎอัยการศึกอยู่
หากลำดับเหตุการณ์ในก่อนหน้านี้ จะเห็นว่า หลังจาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูก สนช.ถอดถอน การเคลื่อนไหวทางการเมืองก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง เพื่อหยั่งกระแส คสช.
เช่นเดียวกับฝั่งสหรัฐ ที่ถึงกับส่งคนไปสอบถามความคิดเห็นต่อเหตุการณ์การถอดถอนยิ่งลักษณ์ ในพื้นที่ภาคอีสานกันเลยทีเดียว
ประจวบกับช่วงนั้น แดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ประจำภูมิภาคนี้ ก็เดินทางมาเยือนประเทศไทย
ถึงแม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ 3 ในตารางการเยือน 4 ประเทศ ของ แดเนียล รัสเซล และเนื้อหาที่ได้พูดคุยกับ ยิ่งลักษณ์ และคณะนั้น ไม่มีการเปิดเผยจาก แดเนียล รัสเซล หรือจากโฆษกของสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย แต่เนื้อหาของคำบรรยายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ของ แดเนียล รัสเซล นั้น ถูกแปลเป็นภาษาไทยและส่งต่อให้สื่อต่างๆ ในประเทศไทย เรียกร้องให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง และยกเลิกการบังคับใช้กฎอัยการศึก
การโต้กลับอย่างรุนแรงจากฝ่าย คสช.ทั้งในส่วนของสหรัฐอเมริกาเอง และทั้งในส่วนของนักการเมืองในประเทศที่แสดงท่าทีคัดค้านผ่านเว็บไซต์ หรือสื่อออนไลน์ที่ระยะหลังกลายเป็นช่องทางนัดหมายให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง
หากมองในมุมของความมั่นคง "ไปป์บอมบ์" ที่ทางเชื่อมระหว่างสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสกับห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ก็คือเหตุการณ์ต่อเนื่องที่มุ่งเขย่า คสช.โดยตรง
อานุภาพของระเบิดทำให้เกิดคำถามว่า ถึงมีกฎอัยการศึกก็ไม่ได้หมายความว่า เหตุรุนแรงจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น
เกิดคำถามว่า สถานการณ์บ้านเรานั้น มีโอกาสเกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรงเหมือนเมื่อครั้งที่เกิดขึ้นกับ สมานเมตตาแมนชั่น นนทบุรี เมื่อ 2553 และเกิดเหตุไปป์บอมบ์ที่มีนบุรี เมื่อปี 2557 ได้ใช่ไหม
เพราะทั้งสองกรณีมีผู้ต้องหาที่เชื่อว่าเป็นตัวเชื่อมสำคัญกับคนบงการนั้น หายไป ยังจับไม่ได้จนถึงวันนี้ อีก 2 คน
ขณะเดียวกันก็ชัดเจนว่า หนึ่งในนั้นเชื่อมโยงกับทั้งสองเหตุการณ์ ทั้งที่ นนทบุรี กับ มีนบุรี
นั่นย่อมหมายความว่า คนเชื่อมโยงยังอยู่ คนทำระเบิดก็ยังอยู่
และการทำครั้งนี้ไม่เพียงสร้างปัญหาให้ คสช.ในเรื่องความมั่นคง ในด้านความน่าเชื่อถือทั้ง คสช.และประเทศไทยต่างก็ได้รับผลกระทบเต็มๆ
ลำพังการใช้กฎอัยการศึกก็กระทบต่อการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยวแล้ว เมื่อถูกจงใจทำให้เกิดเหตุรุนแรงในพื้นที่ใจกลางธุรกิจเช่นนี้ ย่อมไม่อาจปฏิเสธว่า จะเกิดผลด้านลบต่อเศรษฐกิจประเทศ
ผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นแรงกดดันให้ทั้งตำรวจ และคสช.ต้องลากคอคนทำผิดมาดำเนินคดี เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา



