
ต้องไม่ใช่การเริ่มครั้งใหม่
ต้องไม่ใช่การเริ่มครั้งใหม่ : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558
แม้ผลการตรวจสอบเหตุระเบิด 2 ครั้ง บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสยาม เชื่อมต่อกับหน้าห้างสยามพารากอน เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จะสันนิษฐานเบื้องต้นเอาไว้ว่า เป็นการกระทำเพื่อก่อกวนมากกว่าประสงค์จะเอาชีวิต หากแต่แรงระเบิดครั้งนี้กลับมีอำนาจทำลายล้างอย่างมหาศาลกับสิ่งที่เป็นความศรัทธาเชื่อถือทั้งหลายที่มีต่อรัฐไทย ไม่เฉพาะเพียงนิยามแห่งความเป็นรัฐบาล อันประกอบด้วยคณะผู้บริหารที่มาจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นเรื่องของการดำรงอยู่ในอำนาจเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น หากแต่ได้รวมถึงเศรษฐกิจที่ครอบคลุมไปทุกภาคส่วน สังคมการเมือง ซึ่งกำลังอยู่ในห้วงเวลาของการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ และการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำบ้านเมืองกลับเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดังที่ทุกฝ่ายปรารถนา
กล่าวสำหรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ การลงทุนและการท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องจักรสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจใกล้เคียงเป้าหมายมากที่สุด เพราะการส่งออกของไทยที่เคยเป็นพระเอกถือธงนำตัวเลขจีดีพี ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในปี 2557 กระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 227,547 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือลดลง 0.41 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับเป็นปีที่ 2 แล้ว ที่มูลค่าการส่งออกติดลบ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำลายบรรยากาศเช่นนี้ ความหวังที่จะให้การท่องเที่ยวและการลงทุนเข้ามารับบทเป็นเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนก็ยิ่งเลือนราง ทั้งนี้ ถ้าหากนับรวมกลไกที่จะผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น เช่น การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานภาครัฐ ก็ยังอยู่ในสถานะที่ไม่อาจจะพึ่งพาได้ ซ้ำร้าย เมื่อภาคเอกชนแทบทุกภาคส่วนมีแนวโน้มชะลอการลงทุน ผลพวงย่อมกระทบต่อสังคมเป็นวงกว้าง ซึ่งอาจจะมากกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้า
ในด้านการเมือง ไม่ว่าเหตุการณ์เลวร้ายนี้จะเป็นฝีมือของใคร หรือเล็งผลอย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงที่คาดหมายได้ว่า จะเกิดต่อจากนี้ก็คือ รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะต้องใช้มาตรการเข้มงวดและเฉียบขาดมากขึ้นกว่าเดิม หรืออย่างน้อยในระดับที่เคยเป็นมาก็คือ อำนาจตามกฎอัยการศึก ซึ่งมีหลายเสียงเรียกร้องให้ยกเลิก ขณะที่เส้นทางสู่การจัดการเลือกตั้งทั่วไปปี 2559 ตามคำมั่นสัญญาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ให้ไว้ หากแต่ในทุกพันธกรณีนั้นเอง ได้ผูกติดเอาไว้กับเงื่อนไขของความสงบเรียบร้อยและสมัครสมานปรองดองของคนในชาติด้วย เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นการตอกลิ่มให้สถานการณ์ไปเข้าทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งไม่ปรารถนาดีต่อชาติและสร้างความเสียหายต่อกระบวนการกลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างยิ่งยวด
กล่าวโดยสรุป นอกจากทุกฝ่ายจะร่วมกันประณามการใช้วิธีการรุนแรงสร้างความปั่นป่วนให้แก่สังคมโดยรวมแล้ว สำหรับสถานการณ์เฉพาะหน้าขณะนี้ จำเป็นอย่างยิ่งและเร่งด่วนที่สุด ที่ตำรวจและฝ่ายความมั่นคงจะต้องจับกุมผู้กระทำความผิดให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อสืบสาวสาเหตุหรือเบื้องหลัง สร้างความกระจ่างหมดความเคลือบแคลงถึงต้นสายปลายเหตุ เพื่อให้ระเบิดป่วนเมืองครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ไม่ใช่กลายเป็นการเริ่มต้นใช้ความรุนแรงครั้งใหม่ขึ้นมา ที่สำคัญคือ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนโดยเร็ว เพื่อรัฐบาลและคสช.ได้ดำเนินการทุกอย่างต่อไปตามโรดแม็พที่วางเอาไว้



