
อย่าติดกับดักประชานิยม
อย่าติดกับดักประชานิยม : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2558
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงดำเนินความพยายามอย่างต่อเนื่อง ในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการจับจ่ายใช้สอยในระดับรากหญ้า โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ในพื้นที่แล้งซ้ำซาก ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ วงเงิน 3,173.9 ล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ส่วนของงบประมาณกลางกรณีเร่งด่วนและจำเป็นซึ่งได้เพิ่มเข้ามาจำนวน 1 แสนล้านบาท โดยจัดสรรให้ตำบลละ 1 ล้านบาท 3,052 ตำบล ใน 58 จังหวัด และเงินบริหารโครงการ 121.9 ล้านบาท จากพื้นที่คาดการณ์ความแห้งแล้งในปี 2558
การให้เงินงบประมาณสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นครั้งนี้ รัฐบาลได้วางหลักเกณฑ์เอาไว้คือ เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตามความต้องการของชุมชน โดยเน้นการจ้างแรงงานในชุมชนเป็นหลัก กล่าวคืออย่างน้อยให้อยู่ในสัดส่วน การจ้างแรงงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของวงเงินที่เสนอขอ จะต้องดำเนินการโดยกลุ่มหรือองค์กรในชุมชน และต้องเป็นประโยชน์ต่อชุมชนต่อเนื่องต่อไปด้วย ให้ดำเนินการในที่สาธารณะ และดำเนินการตามระเบียบในกรณีเป็นโครงการก่อสร้าง โดยต้องไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการที่ได้รับงบประมาณปี 2557- 2558 ทั้งนี้รัฐบาลคาดการณ์ว่า ผลลัพธ์จากมาตรการครั้งใหม่นี้จะเกิดการจ้างแรงงานวันละ 2,014,320 คน และท้ายที่สุด เชื่อว่า จะมีกระแสเงินหมุนเวียนในระบบชุมชนประมาณกว่า 2,400 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะที่เรียกว่า "แพ็กเกจ" มาเป็นระยะๆ โดยเน้นไปที่การจับจ่ายใช้สอย การจ้างงานและเงินหมุนเวียนในระบบ อย่างเช่น การจ่ายเงินชดเชยให้แก่ชาวนา และชาวสวนยางพาราในอัตราไร่ละ 1,000 บาท จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า เป็นประชานิยม แต่บุคคลสำคัญในรัฐบาลก็ออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ได้เป็นไปตามที่ว่ามานั้น เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้หวังผลทางการเมือง โดยเฉพาะมาตรการล่าสุดนี้ นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ยังคงยืนยันเสียงแข็งว่า รัฐบาลจะไม่ซุกหนี้จากการใช้จ่ายเงินนี้ไว้แก่ธนาคารรัฐเหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม คำยืนยันของนายสมหมายก็ยังไม่อาจจะลบล้างความหวาดหวั่นที่ว่า รัฐบาลจะเอาเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศไปใช้ในลักษณะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือไม่
กระนั้น ถ้าหากมองในแง่ดี กรณีที่รัฐบาลสามารถหาเงินมาเพื่อการอุดหนุนหรือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในระดับรากหญ้า ทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไปในตัว โดยไม่เบียดบังจากเงินภาษีของส่วนรวม และเป็นภาระผูกพันในอนาคตมากจนเกินไป ก็ต้องนับเป็นโอกาสที่ชุมชนท้องถิ่นต่างๆ จำนวน 3,052 ตำบลใน 58 จังหวัด จะได้นำเสนอโครงการพัฒนาท้องถิ่น ร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันสิ่งที่พวกเขาช่วยกันคิดขึ้นมาเองทั้งระบบสาธารณูปโภค และการสร้างอาชีพ เพื่อให้เป็นชุมชนช่วยเหลือตนเองแบบยั่งยืนได้ในอนาคต ซึ่งนั่นก็หมายความว่า รัฐบาลจะต้องสนับสนุนการสร้างกลไกติดตามและตรวจสอบของชุมชนเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่วางเอาไว้ และการวัดประสิทธิผลที่ได้รับดังที่กล่าวมา เพื่อให้หลุดพ้นไปจากกับดักประชานิยม



