คอลัมนิสต์

จุดยืนของไทยที่มีศักดิ์ศรี

จุดยืนของไทยที่มีศักดิ์ศรี

29 ม.ค. 2558

จุดยืนของไทยที่มีศักดิ์ศรี : บทบรรณาธิการประจำวันที่29ม.ค.2558

               บริบทที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต้องออกมากล่าวถึงกรณี นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีการเข้าพบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศของไทย ที่ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ภายในประเทศ รวมถึงปัญหาของไทยในแง่มุมมิติต่างๆ พร้อมทั้งย้อนถามกลับไปว่าถ้าจะให้ไทยยกเลิกหรือลดการใช้กฎอัยการศึก หากมีเหตุการณ์วุ่นวายต่างๆ เกิดขึ้น จะแก้ปัญหาอย่างไรได้ ในขณะที่นายแดเนียลก็ไม่สามารถตอบคำถามในเรื่องนี้ได้ ไม่เพียงเท่านั้น นายแดเนียลยังพบปะกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยที่ถูกถอดถอนจากคดีรับจำนำข้าว และได้ไปพบกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นการเดินสายพบกับผู้นำการเมืองของไทย และส่งผลทำให้ภาพรวมสถานการณ์ของไทยถูกจับตามองด้วยท่าทีของทีมฝ่ายบริหารสหรัฐดังกล่าว

               บริบทที่ นายแดเนียล รัสเซล พูดในเวทีที่จุฬาฯ ตอนหนึ่งถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ยั่งยืน 182 ปี แต่น่าเสียดายต้องเผชิญอุปสรรคและผลกระทบจากรัฐประหารโดยกองทัพ และสิ่งที่ได้พูดคุยกับผู้นำการเมืองไทยทุกฝ่ายกล่าวถึงความสำคัญการปรองดองและอนาคตประชาธิปไตยของไทย โดยสหรัฐไม่เข้าข้างฝ่ายใดในการเมืองไทยทว่ากังวลเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพ และที่กังวลเป็นพิเศษในกระบวนการทางการเมืองขณะนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนทุกภาคส่วนของสังคมไทย อีกทั้งความเป็นธรรมเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งถูกปลดออกจากตำแหน่ง ถูกถอดถอนโดยผู้มีอำนาจที่ก่อรัฐประหารและตกเป็นเป้าด้วยข้อหาอาญา ในขณะที่กระบวนการและสถาบันพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยต้องหยุดชะงักลง ประชาคมโลกจึงเกิดความรู้สึกว่าขั้นตอนเหล่านี้อาจเกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นการกล่าวที่ส่งผลสะเทือนต่อไทย

               บริบทที่ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ แถลงภายหลังพบปะกับนายแพทริค เมอร์ฟี่ อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยว่าทางการไทยผิดหวังอย่างมาก และเป็นเสียงสะท้อนของคนไทยที่รู้สึกเกิดบาดแผลจากการมาเยือนของผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศสหรัฐ โดยเฉพาะการพูดเรื่องการเมืองแทนที่จะใช้โอกาสพูดเรื่องส่งเสริมความสัมพันธ์ ถือเป็นการแทรกเเซงการเมืองไทย พร้อมย้ำว่าการถอดถอนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่เรื่องทางการเมืองแต่เป็นกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนกฎอัยการศึกไม่มีผลกระทบกับคนไทยส่วนใหญ่ ส่วนคนที่วิตกก็มีเพียงส่วนน้อย นอกจากนี้การยึดอำนาจไม่ใช่การรัฐประหารแบบในหลักการแต่เป็นการปฏิวัติเพื่อเสถียรภาพ จึงถือว่าสหรัฐไม่มีความเข้าใจการเมืองไทยที่ดีพอ และขอให้มั่นใจว่าไทยกำลังก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่มั่นคงและมีศักดิ์ศรี

               บริบทของทุกฝ่ายสะท้อนถึงทิศทางและความเข้าใจต่อพื้นฐานของปัญหาที่แตกต่างกัน ซึ่งต่างประเทศคงยากจะเข้าใจถ่องแท้ถึงปัญหาความแตกแยกทางการเมืองของไทย เพราะมีมุมมองที่ยึดตามหลักการ โดยถ้าจะให้เข้าใจต้องศึกษาเรื่องราวและพิจารณาในประเด็นรายละเอียดถึงที่มาที่ไปจนต้องมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั่นจึงจะเข้าใจได้ หากมองแต่ละฉากโดยขาดความต่อเนื่องก็ย่อมจะแสดงทัศนคติในแบบหลักการของตนอยู่เสมอไป ดังนั้นการเชิญอุปทูตหรือตัวแทนประเทศใดก็ตามมาเข้าพบถือเป็นเรื่องปกติของธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูต เมื่อเห็นว่าฝ่ายดังกล่าวแสดงความคิดเห็นกระทบต่อการบริหารและภาพลักษณ์ ความสัมพันธ์ แต่จุดสำคัญกว่าคือต้องพยายามชี้แจงต่อนานาประเทศว่าไทยจำเป็นต้องดำเนินการและมีจุดยืนตามโรดแม็พเป็นเป้าหมายไปสู่อนาคตในการปฏิรูปประเทศเพื่อให้ดีขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา