
เสพติดกฎอัยการศึก
เสพติดกฎอัยการศึก : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
การเข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองของ "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้จนถึงวันนี้ยังเป็นที่ยอมรับคือการทำให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงบสุข ปราศจากความเคลื่อนไหวและความขัดแย้งทางการเมือง
ต้องไม่ลืมว่าตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาบ้านเมืองเราอยู่ในสภาวะขัดแย้งอย่างหนัก แทบจะไม่มีปีใดเลยที่ไม่มีการชุมนุมทางการเมือง และดูเหมือนจะหนักข้อมากขึ้นเรื่อยๆ
หลายคนเอือมระอากับภาวะที่เกิดขึ้น ทำให้ถึงแม้ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของ คสช. แต่ก็ไม่ต่อต้าน
เครื่องมือที่ใช้ควบคุมความขัดแย้งได้อย่างชะงัดคือ "กฎอัยการศึก" ซึ่งมีอำนาจครอบจักรวาล ให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างเต็มเปี่ยม การเข้าควบคุมความเคลื่อนไหวสามารถทำได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งจำกัดการแสดงความเห็น หรือกระทั่งการปรามการกระทำที่ส่อว่าจะก่อให้เกิดความไม่สงบ
เรียกได้ว่า "ยาแรง" ขนานนี้ได้ผลชะงัดนัก เปรียบเทียบกับการรัฐประหารปี 2549 ซึ่งครั้งนั้นหลังการรัฐประหารได้เพียง 3-4 เดือนก็เริ่มมีสัญญาณส่อความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นระเบิดช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือการเริ่มชุมนุมของคนเสื้อแดงตั้งแต่ช่วงเกือบกลางปี 2550 หรือหลังรัฐประหารประมาณครึ่งปี จนพัฒนาการมาเป็น นปก. (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ) และกลายเป็น นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) ในที่สุด
เทียบกับคราวนี้ที่แม้จะผ่านการรัฐประหารมากว่า 8 เดือน แต่ร่องรอยของความวุ่นวายรอบใหม่ก็ยังไม่ปรากฏให้เห็น ทุกอย่างดูเรียบร้อย จนหลายคนคิดว่าความแตกแยกความขัดแย้งได้หายไปจากสังคมไทยแล้ว
แต่เอาเข้าจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นแม้แต่น้อย ความรู้สึก "ไม่ปรองดอง" ไม่ได้สูญสลายหายไปจากสังคมไทย หากแต่ถูกกดทับด้วยก้อนหินที่เรียกว่า "กฎอัยการศึก" และดูเหมือนว่าความขัดแย้งนั้นจะขยายปมใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากแรงอัดอั้นที่ไม่สามารถปลดปล่อยออกมาได้
ทำไมจึงเชื่อว่าความขัดแย้งยังคงอยู่ยังไม่หายและยังพร้อมที่จะขยายตัว นั่นก็เพราะเหตุการณ์ถอดถอน "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ที่ผ่านมาได้เห็นปฏิกิริยาของทั้งสองขั้วทางการเมืองออกมาแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจน และร้อนแรงที่สุดนับแต่มีการรัฐประหาร
ยิ่งผลการตัดสินออกมาความขัดแย้งยิ่งขยายชัด ฝั่งหนึ่งออกอาการดีใจ เยาะเย้ยถากถาง อีกฝั่งกลับแสดงความผิดหวังโกรธขึ้ง รู้สึกว่าฝ่ายตัวเองกำลังถูกกระทำซ้ำแม้แต่จะแถลงข่าวยังทำไม่ได้
แม้ว่าวันนี้ความรู้สึกรุนแรงถึงขนาดลุกขึ้นมาทะเลาะกันอีกครั้งยังไม่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าสภาวะเช่นนั้นจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่ ดังนั้น คสช.ที่ต้องบริหารความพึงพอใจด้วยการสร้างความสงบเพื่อหล่อเลี้ยงจึงจำเป็นต้องใช้ "ยาแรง" ตัวนี้ต่อไปเพื่อกดอาการ "เห็นไม่ตรงกัน" เอาไว้
คำถามจึงอยู่ที่ว่า คสช. จะใช้ยาแรงขนานนี้ไปถึงไหน และต้องเพิ่มความรุนแรงเข้าไปอีกหรือไม่ เพราะหากใช้นานไปคนเห็นต่าง คนที่ยังไม่เข้าใจกัน ย่อมอัดอั้นและแสดงออกมาเรื่อยๆ และหากเพิ่มระดับความรุนแรงเข้าไปความพึงพอใจที่เคยมีอยู่ยังจะมีอีกหรือไม่
หากเกิดความไม่พอใจ จนความขัดแย้งที่ถูกซุกไว้ใต้พรมระเบิดออกมา เมื่อนั้น คสช.ยังจะบริหารอำนาจต่อไปไหวหรือไม่ หรือจะมีอีกกี่คนที่เห็นความชอบธรรมของ คสช. ที่จะอยู่ในตำแหน่งเพราะจุดขายอย่างความสงบได้หายไป
นาทีนี้เชื่อว่าผู้มีอำนาจก็รู้แต่จะเลี้ยงสถานการณ์อย่างไรเท่านั้น จะใช้เพื่อรอไปจนกว่าจะมีเลือกตั้งและกลับเข้าสู่ระบบตามปกติ หรือจะใช้เพื่อกดอาการหรือทำให้คนในสังคมสยบนิ่งเพื่อปรับทุกสิ่งให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ
แต่ที่แน่ๆ เชื่อได้ว่ามีคนที่กำลังเสพติด "กฎอัยการศึก" ถึงอยากเลิกก็เลิกไม่ได้



