
เหยื่อของระบบตำรวจ
เหยื่อของระบบตำรวจ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 28 ม.ค.2558
อาชญากรรมสุดสะเทือนใจและสร้างความหวาดกลัวให้แก่บรรดาผู้สูงอายุ รวมถึงชาวบ้านโดยทั่วไปเกิดขึ้นในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 เหยื่อสูงอายุและหญิงสาววัย 39 ปี รวม 10 รายที่ได้รับแจ้งความถูกคนร้ายข่มขืนชิงทรัพย์มีเหยื่อ 2 รายเสียชีวิต เหตุเริ่มเกิดตั้งแต่ปี 2553 จนย่างเข้าถึงปี 2558 แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายหรือแม้แต่การแกะรอยเพื่อให้เกิดความชัดเจนหรือสามารถระบุตัวได้เลย เหยื่อแต่ละรายให้การถึงพฤติกรรมคนร้ายใกล้เคียงกันหมด ผลการตรวจดีเอ็นเอ เหยื่ออย่างน้อย 9 รายตรงกัน นั่นหมายความว่า คนร้ายรายนี้ลงมือข่มขืนกระทำชำเราเหยื่อ ต่างพื้นที่ต่างเวลาแล้วหลบหนีไปอย่างลอยนวลมาเป็นเวลาหลายปี ทั้งๆ ที่หลักฐานร่องรอยมีพอสมควร แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่เกิดเหตุ ชุดสืบสวนของภาค 7 กองปราบปราม สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่เป็นหน่วยงานสนับสนุนการปราบปรามอาชญากรรม ก็ไม่สามารถคลี่คลายคดีได้ทั้งๆ ที่คนร้ายลงมือซ้ำแล้วซ้ำเล่าเย้ยความสามารถของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง
องค์กรตำรวจปัจจุบันกลายเป็นแหล่งหาผลประโยชน์ของนายตำรวจมากมาย การวิ่งเต้นโยกย้ายเพื่อให้ได้ลงพื้นที่เกรดเอ หมายถึงมีสถานบริการ มีแหล่งอบายมุข ศูนย์รวมแรงงานต่างด้าว ล้วนเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิตรับราชการของคนในองค์กรนี้ การทำงานไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อขจัดความทุกข์ยากของชาวบ้าน ความสงบสุขภายในชุมชนหรือเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ แต่ส่วนใหญ่มุ่งเน้นในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่า หรือเพียงการโยกย้ายออกนอกพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งรายได้จากที่กล่าวข้างต้น ไปหาตำแหน่งที่ดีกว่า การทำงานจึงไร้แผนงาน ไร้ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรงกับพฤติกรรมของตำรวจ ความใส่ใจในหน้าที่หย่อนยาน ระดับกองบัญชาการไม่สนใจผู้ใต้บังคับบัญชา ช่วงหลายปีที่ผ่านมาองค์กรตำรวจเกิดความปั่นป่วนจากนายตำรวจระดับสูง มีการวิ่งเต้นรับใช้ฝ่ายการเมืองละเลยต่อความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
หลังจากมีการแต่งตั้งโยกย้ายใหญ่ผ่านไปไม่กี่วันก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง มีตำรวจหลายหน่วยลงพื้นที่ บช.ภ.7 เพื่อคลี่คลายคดี สาเหตุเป็นเพราะว่าเมื่อทุกอย่างจบสิ้น การวิ่งเต้นยุติลงก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่ในช่วงฤดูการโยกย้ายครั้งหน้า จึงเห็นนายตำรวจหลายหน่วยลงพื้นที่คลี่คลายปมคดีข่มขืนต่อเนื่อง ส่วนจะจับกุมคนร้ายได้หรือไม่คงต้องรอดูว่าเจ้าหน้าที่จะเอาจริงขนาดไหน ดูว่าการจัดกำลังคนภายใต้การนำของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่จะดีกว่าที่ผ่านมาหรือไม่หรือเป็นเพียงแค่ตำแหน่งคือสมบัติผลัดกันชม เมื่อถึงยุคใครก็เอาคนของตัวเองมาเสวยสุข ไม่ได้สนใจว่าชาวบ้านจะเดือดร้อนอย่างไร สังคมจะหวั่นไหวต่ออาชญากรรมที่ไม่มีเจ้าหน้าที่สนใจหรือคอยปกป้องความสงบสุข อย่าให้ชาวบ้านคิดว่าตำรวจไม่ได้เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อีกต่อไป อย่าเอาระบบ ธรรมเนียม พฤติกรรมที่ไม่ดี มาตอกย้ำความทุกข์ยากของชาวบ้าน ถึงเวลาที่ตำรวจควรกลับมาเป็นข้าราชการเสียที



