
สองยักษ์ใหญ่ประชาธิปไตยจับมือ
สองยักษ์ใหญ่ประชาธิปไตยจับมือ : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา จะเดินทางไปเยือนอินเดียในอาทิตย์นี้ เพื่อเข้าร่วมเป็นแขกเกียรติยศของอินเดียในงานวันชาติ โดยคำเชื้อเชิญของนายกรัฐมนตรีนาเรนทรา โมดี เมื่อ 2 ปีก่อน อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของไทย ได้ไปเยือนอินเดียและร่วมงานวันชาติในลักษณะแบบเดียวกัน
อินเดียเลือกเอาสหรัฐอเมริกาเป็นแขกพิเศษในปีนี้ มีนัยสำคัญมากๆ สืบเนื่องมาจากการแปรผันการเมืองโลก และสภาพภูมิรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์ใหม่ ที่น่าทึ่งที่สนใจคือ ผู้นำสหรัฐอเมริกาตอบรับคำเชิญทันที เป็นเรื่องที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเป็นเช่นนั้น
หลังโมดีเข้าเป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีความคิดต้องการสร้างอินเดียให้มีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ล้มล้างระบบข้าราชการที่กินแต่เงินเดือน ต้องการเสริมบทบาทอินเดียในเวทีการเมืองโลก ที่ผ่านมาอินเดียจะระมัดระวังมากในการพัวพันต่างประเทศ ค่อนข้างอนุรักษนิยม ไม่ออกหน้าออกตา เจ้าหน้าที่การทูตอินเดียไม่ต้องการเห็นอินเดียออกนอกลู่นอกทาง อีกอย่างอินเดียขาดเจ้าหน้าที่การทูต
มีข่าวซุบซิบกันในวงการทูตในอาเซียนว่า จำนวนเจ้าหน้าที่ทูตอินเดียนั้น มีน้อยกว่าของกระทรวงต่างประเทศสิงคโปร์เสียอีก ทั้งๆ ที่สิงคโปร์เป็นประเทศเล็กนิดเดียว พอโมดีเข้ามาบริหารประเทศ ได้สั่งการเป็นภาระอันเร่งด่วนให้เจ้าหน้าที่ “ที่ดีแต่พูด” ให้มีแอ็กชั่นมาขึ้น โดยมีเปลี่ยนนโยบายจาก “ลุคอีสต์” - มองมาที่ตะวันออกคืออาเซียนบวกหก มาเป็น ”แอ็กอีสต์” คือปฏิบัติงานในตะวันออก ที่ผ่านมาเกือบ 1 ปี โมดีได้เพิ่มศรัทธาในศักยภาพอินเดียที่จะพัฒนาตัวเองและมีบทบาทมากขึ้นในเวทีการเมืองเอเชียและโลก
ที่น่าสนใจคือ ขณะนี้ประเทศประชาธิปไตยใหญ่อันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลกได้พัฒนาความไว้เนื้อเชื่อใจขึ้นมาในระดับสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน มันเป็นแนวโน้มใหม่ที่น่าจับตา ทั้งสองประชาธิปไตยยักษ์ใหญ่เริ่มมีความตระหนักในใจว่า ถ้าไม่ได้ทำอะไรร่วมกันในการเสริมสร้างความมีเสถียรภาพและความมั่นคงในการเมืองโลกแล้ว ผลตามมาในอนาคตจะกระทบกระเทือนผลประโยชน์ตัวเอง
ที่ผ่านมา อินเดียไปร่วมมือกับรัสเซียและจีนเสียมากกว่าในฐานะเป็นสมาชิกของกลุ่มบริก (BRIC - มีสมาชิก คือ บราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย จีน รัสเซีย) ทั้งสองมหาอำนาจนี้ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ยิ่งช่วงหลังรัสเซียมีเรื่องเข้าไปยึดครองไครเมียต้นปีที่แล้ว ทำให้ภาพลักษณ์รัสเซียในต่างประเทศเสียหายมาก แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ ทั้งๆ ที่ได้สร้างความปั่นป่วนให้แก่ระบบการเมืองระหว่างประเทศที่นำมาใช้หลังสงครามครั้งที่ 2
ในอดีต ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะมีอคติต่อโมดี คือไม่ยอมให้วีซ่าเข้าประเทศเพราะถือว่าโมดีมีส่วนในการยุยงให้เข่นฆ่าชาวมุสลิม แต่ต่อมาศาลมีความเห็นว่าไม่ได้มีส่วนอย่างที่เชื่อ จนทำให้สหรัฐอเมริกายินยอมให้วีซ่าและรับบทบาทของโมดีและอินเดีย
มิตรภาพอินเดียและสหรัฐอเมริกาเป็นไม้เบื่อไม้เมามาตลอดในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา ด้วยสองประเด็นใหญ่ คือ สหรัฐอเมริกาพยายามกีดกันไม่ให้อินเดียเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ แต่ทำไม่สำเร็จ ตอนนี้อินเดียกลายเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์เหมือนกับปากีสถานไปแล้ว 3 ปีที่ผ่านสหรัฐยินยอมขายเทคโนโลยีปรมาณูและแร่ยูเรเนียมให้อินเดียเป็นครั้งแรก
ประเด็นที่สองคือ สหรัฐอเมริกาเห็นอินเดียใกล้ชิดกับรัสเซียมากเกินไป ในช่วงสงครามเย็น อินเดียกับรัสเซียมีความสนิทสนมกันมาก เพิ่งมาในระยะหลังที่อินเดียเริ่มถอยห่างรัสเซียและหันหน้าเข้าหาประเทศตะวันตก
ตอนนี้มิตรภาพระหว่างอินเดียกับสหรัฐอเมริกากำลังพุ่งกระฉูดและเป็นที่โจษจันกันมากว่า สัมพันธ์ทวิภาคีนี้จะพัฒนาไปถึงขั้นไหน มันจะเป็นในลักษณะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์แบบที่เห็นระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศอื่นๆ หรือไม่ หรือเป็นเฉพาะด้านทางการพัฒนาและความร่วมมือทางเศรษฐศาสตร์เท่านั้น
สัมพันธ์ใกล้ชิดอินเดียกับสหรัฐอเมริกามีผลดีต่อประเทศไทย เนื่องจากไทยมีมิตรภาพที่ดีกับทั้งสองประเทศ ไทยต้องใช้โอกาสนี้เป็นประโยชน์ นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชาน่าจะเดินทางไปอินเดียทันที หลังจากไปประเทศญี่ปุ่น ช่วงหลังการยึดอำนาจในไทยพฤษภาคมปีที่แล้ว อินเดียมีท่าทีเป็นมิตรกับไทยมาก แสดงความเข้าใจถึงสภาพการเมืองไทยอย่างดี แต่ฝ่ายไทยไม่ได้ตอบสนอง เจ้าหน้าที่ไทยส่วนหนึ่งยังมีอคติต่ออินเดีย
ไทยมีหน้าต่างการทูตที่สามารถปรับยุทธศาสตร์ตัวเองได้ในปีนี้ ควรทำทันที เก็บคะแนนจากอินเดียให้มากที่สุด น่าเป็นภาระเร่งด่วน



