คอลัมนิสต์

อย่าให้เงินสูญเปล่า

อย่าให้เงินสูญเปล่า

27 ม.ค. 2558

อย่าให้เงินสูญเปล่า : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 27 มกราคม 2558

               รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเร่งเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง หลังจากมีแนวโน้มว่า ในปี 2558 นี้ ถ้าหากการเบิกจ่ายงบประมาณยังล่าช้า และการส่งออกก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่อาจจะหลุดพ้นจากหุบเหวขึ้นมาได้ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการน้ำ ได้อนุมัติแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำระยะเร่งด่วน วงเงินงบประมาณ 2.4 แสนล้านบาท แบ่งการใช้วงเงินออกเป็นปี 2558 จำนวน 1.1 แสนล้านบาท และวงเงินที่เหลือจะใช้ในปี 2559 ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมก็ได้จัดสรรงบประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เพื่อจ้างประชาชนซ่อมแซมถนนทั่วประเทศ เพื่อเป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบระลอกใหม่

               นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คาดหมายว่า การอัดฉีดเงินโดยตรงครั้งนี้จะทำให้ประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดมีรายได้ สามารถบรรเทาความเดือดร้อนได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรที่ขณะนี้อยู่ในช่วงหน้าแล้งที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ และนายสมหมายยังแสดงความหวังด้วยว่า เมื่อรัฐบาลทุ่มเงินจำนวน 4 หมื่นล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างในต่างจังหวัดจะหันมาว่าจ้างเกษตรกรที่ว่างงานจากการทำนาในช่วงหน้าแล้งนี้ เพราะโครงการต่างๆของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่มูลค่าหลายพันล้านบาทที่อยู่ในแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกระทรวงคมนาคม เมื่อรวมวงเงินที่จะใช้ไปคราวนี้มีมากถึง 2.8 แสนล้านบาท โดยที่ยังไม่รวมอีกสารพัดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทยอยออกมาก่อนหน้านี้

               โจทย์ใหญ่ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงต้นปี 2558 นี้ ก็คือ นอกจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ว ปัญหาภัยแล้งก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะเป็นตัวถ่วงได้ โดยเฉพาะเมื่อกรมชลประทานสั่งห้ามชาวนาทำนาปรังในพื้นที่เพาะปลูกลุ่มน้ำใต้เขื่อน การจ้างงานของกระทรวงคมนาคมจึงเป็นเหมือนกับการบูรณาการแก้ปัญหาไปพร้อมกัน ทั้งนี้ช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบอนุมัติโครงการและงบประมาณเพิ่มเติมตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2558 จำนวน 4,227 โครงการ วงเงิน 55,985 ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เงินกู้ จำนวน 39,706 ล้านบาท และเงินงบประมาณงบกลาง จำนวน 16,278 ล้านบาท โดยให้ 25 หน่วยงาน 8 กระทรวง ดำเนินการตามโครงการ ซึ่งเน้นหนักทั้งในด้านปัญหาภัยแล้ง คุณภาพน้ำ และอุทกภัย แต่ก็คาดหมายได้ว่าจะเกิดการจ้างงานและมีเงินหมุนเวียนในระบบด้วยเช่นกัน

               อย่างไรก็ตาม การอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในระบบ แม้จะพอมองเห็นสัมฤทธิผลในเรื่องเงินหมุนเวียน การจับจ่ายใช้สอย หากแต่ในความเป็นจริงที่จะตามมาก็คือ เม็ดเงินเหล่านั้นจะสามารถสร้างสาธารณประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการจัดทำแผนงานที่รัดกุมของแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องการซ่อมแซมถนนหนทาง การขุดลอกคูคลอง ที่ต้องใช้แรงงานในภาคเกษตรกรรมเข้ามาเป็นหลัก ที่สำคัญก็คือ การควบคุมงานก่อสร้างของผู้รับเหมาให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของรัฐบาล ขณะที่รัฐบาลเองจะต้องเอาใจใส่สอดส่องเพื่อไม่ให้เงินจำนวนมหาศาลสูญเปล่า เพียงเพราะต้องการให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบ แต่กลับถูกใช้ไปอย่างอีลุ่ยฉุยแฉก