
สร้างชุมชนปลอดภัย
สร้างชุมชนปลอดภัย : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 26 มกราคม 2558
กลับมาสร้างความหวาดผวาอกสั่นขวัญแขวนให้แก่ชาวบ้านอีกครั้ง กับคดีฆาตกรข่มขืนฆ่าต่อเนื่อง ล่าสุดคนร้ายก่อคดีข่มขืนและชิงทรัพย์หญิงชราวัย 73 ปี ในท้องที่ ต.ลานตากฟ้า อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 25 มกราคม จากก่อนหน้านั้นได้ตระเวนข่มขืน และสังหารบางรายในเขตติดต่อกัน 3 จังหวัด คือ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และนครปฐม มาแล้ว 9 ราย เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 เป็นต้นมา โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงต้องใช้ความพยายามสืบสวนหาเบาะแส เพื่อนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดี เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดกรณีเหยื่อรายที่ 10 ขึ้นนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยรักษาการผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจกองปราบปราม และกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 7 ได้ประชุมเร่งรัดการติดตามจับกุมคนร้ายเป็นการด่วน
คดีข่มขืนต่อเนื่องนี้ เคยเป็นข่าวใหญ่ และสังคมให้ความสนใจกันอย่างกว้างขวาง เมื่อคนร้ายก่อเหตุติดต่อกันหลายคดีในพื้นที่ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ซึ่งตำรวจท้องที่พยายามสืบเสาะอยู่เป็นเวลานาน แต่ไม่มีทีท่าว่าจะจับคนร้ายได้ ท้ายที่สุดชาวบ้านบางคนทีได้ประชุมปรึกษาหารือกัน และวางมาตรการรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้าน เช่น การติดตั้งสัญญาณฉุกเฉิน การเพิ่มไฟส่องสว่างและเวรยามตรวจตรายามค่ำคืนในพื้นที่เสี่ยง จนต่อมาเรียกขานกันว่า บางคนทีโมเดล เป็นแบบอย่างการดูแลตัวเองของชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งเต็มไปด้วยเรือกสวน และพื้นที่เปลี่ยว ยากต่อการจัดระบบรักษาความปลอดภัยเหมือนในเขตเมือง ซึ่งสุดท้ายคนร้ายก็ไม่กล้าจะลงมือก่อคดีซ้ำอีก กระทั่งไปเกิดเหตุในจังหวัดซึ่งเป็นเขตติดต่อกัน
กล่าวสำหรับคดีที่ ต.ลานตากฟ้า อ.นครชัยศรีนั้น น่าจะไม่เกินความสามารถของตำรวจ เพราะคนร้ายทิ้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ใช้เบื่อสุนัขเอาไว้ในบริเวณที่เกิดเหตุ และการเลือกลงมือกับเหยื่อแต่ละรายก็น่าจะเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนมากกว่า ไม่กล้าเสี่ยงก่อกรรมทำเข็ญในลักษณะตามสะดวก อีกทั้งช่วงหนึ่งตอนลงมือก่อเหตุ เหยื่อยังเห็นใบหน้าคนร้ายได้ขณะหนึ่งด้วย เช่นนี้แล้วจึงน่าเชื่อได้ว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสนธิกำลังกันหลายฝ่ายจะสามารถคลี่คลายคดีลงได้โดยเร็ว ที่สำคัญก็คือ เมื่อเป็นคดีใหญ่ กระทบกระเทือนต่อความปลอดภัยของคนในสังคมเป็นวงกว้าง ย่อมจะต้องมีแรงกดดันไปที่การทำงานของตำรวจอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะตราบที่ยังไม่สามารถจับคนร้ายได้ ชาวบ้านโดยเฉพาะที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงย่อมไม่มีใครหลับลงเป็นแน่ เพราะไม่มีหลักประกันใดๆ ว่า ตัวเองจะอยู่รอดปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตำรวจยังไม่สามารถคลี่คลายคดีนี้ลงได้ ย่อมจำเป็นอยู่เองที่ภาครัฐต้องร่วมมือกับชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ เพื่อจัดระบบดูแลรักษาความปลอดภัยในชุมชนขึ้นมา ทั้งเพื่อการเผชิญเหตุเฉพาะหน้า และมาตรการในเชิงการป้องกันในระยะยาวด้วย เพราะจะว่าไปแล้ว คดีอาชญากรรมต่างๆ นั้น สามารถควบคุมและป้องกันได้ ด้วยมาตรการทางสังคม ซึ่งก็คือ การรวมตัวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาวบ้าน โดยมีภาครัฐอำนวยความสะดวกในเชิงโครงสร้าง เช่น ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง สัญญาณเตือนภัย และอุปกรณ์อื่นๆ วิกฤติครั้งนี้จึงน่าจะเป็นโอกาสในชุมชนต่างๆ บูรณาการการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ตนเองขึ้นมาได้



