
นักการเมืองต้องเสียสละ
นักการเมืองต้องเสียสละ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2558
ถึงแม้ว่า นายทหารคนสำคัญทั้งระดับบริหารและคุมกำลัง ผู้มีบทบาทสูงในการดูแลด้านความมั่นคงภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก ได้ออกมาบอกกล่าวถึงกลุ่มที่กำลังแสดงปฏิกิริยาพร้อมจะตอบโต้การลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในความผิดเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดก่อน ขอให้ยึดหลักกฎหมาย กติกาของชาติบ้านเมือง หากแต่กลุ่มบุคคลดังกล่าว แม้จะมีจำนวนไม่มากยังได้ตอบโต้ ทั้งที่ผ่านโซเชียลมีเดีย และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในทำนองที่ว่า ไม่มีความยุติธรรม จะไม่มีความปรองดองเกิดขึ้น ซึ่งเข้าลักษณะข่มขู่ด้วยประเด็นคาดการณ์ไปข้างหน้าว่า การเรียกร้องปรองดองสมานฉันท์จะล้มเหลวลงอย่างแน่นอน บางคนพูดเกินเลยไปถึงสภาพจลาจลนองเลือดเสียด้วยซ้ำ
8 เดือนเต็มหลังการรัฐประหารของคสช. นับเป็นระยะเวลาที่นานมากเหลือเกิน หากจะเปรียบเทียบกับความสูญเสียที่เกิดจากภาวะชะงักงันของการบริหาร พัฒนาประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และสังคม โดยที่ยังไม่นับรวมถึงความบอบช้ำเหลือคณานับ อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมือง สังคมแตกแยกเป็นฝักฝ่ายนานนับทศวรรษ ซึ่งท้ายที่สุด ทุกคนในชาติล้วนเห็นตรงกันว่า เราไม่เหลือเวลาแม้แต่เพียงวันเดียวให้ทะเลาะกันต่อไปได้อีกแล้ว ดังเช่นที่ พล.อ.ประยุทธ์ตอกย้ำถึงความจำเป็นของการตัดสินใจกระทำรัฐประหาร โดยที่มีประจักษ์พยานยืนยันในชั่วขณะนั้นอยู่ตรงหน้า ซึ่งก็คือ ความเห็นแก่ผลประโยชน์ของพวกพ้อง ไม่ลดราวาศอกเพื่อนำความสงบสุขกลับมาสู่สังคมไทย หากแต่นั่นก็อยู่ในบริบทที่คนอีกกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของทหาร และก็น่าจะเป็นกลุ่มใหญ่กลุ่มเดียวกับที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ได้สรุปท่าทีเอาไว้ว่า พวกเขาเหล่านี้ไม่เอาทั้งปฏิวัติและปฏิรูป
ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะทำความเข้าใจกับกลุ่มความเห็นต่างได้ในเวลาจำกัด หรือตามกรอบที่ถูกกำหนดขึ้นด้วยสมมติฐานในบรรยากาศที่แตกต่างออกไปจากเดิมนั้นจะทำให้ทุกคนยอมถอยเพื่อให้เกิดการปรองดอง ซึ่งต้องอาศัยความเสียสละ ก้าวข้าม "ตัวบุคคล" ที่ยึดโยงมาช้านานให้ได้ แต่ก็นับเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ ถ้าหากเป้าหมายของแต่ละกลุ่มไม่ได้คำนึงถึงความผาสุกของส่วนรวม หากแต่ยังเป็นไปเพื่อกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองเหมือนเช่นที่ผ่านมา และกำลังส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ผกผันกับความอ่อนล้าของผู้บริหาร จนนิยามของคำว่า "ยุติธรรม" กลายเป็นกลไกที่ยังประโยชน์ให้ตนเองเสียมากกว่า
ทางออกของประเทศไทยยามนี้ คงไม่ใช่เฝ้ารอดูการขับเคลื่อนของกลุ่มบุคคลที่รวมอยู่ในแม่น้ำ 5 สายแห่งอำนาจเท่านั้น หากแต่จะต้องอาศัยความสมัครสมานสามัคคีจากทุกหมู่เหล่าที่ต้องยอมเสียสละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของความขัดแย้ง ซึ่งก็หนีไม่พ้นกลุ่มการเมืองทั้งในอดีตและที่กลับมาแสดงบทบาทอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งแทนที่จะแสดงวุฒิภาวะนำทางสู่เป้าหมายสูงสุดของประเทศชาติ กลับหันไปเล่นบทบาทเดิมๆ ไม่ต่างไปจากก่อนรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ความเห็นแก่ตัว ไม่เสียสละเพื่อส่วนรวมต่างหาก ที่เป็นต้นเหตุให้ความสามัคคีปรองดองไม่เกิดขึ้น



