
แบบนี้จะไหวหรือ
เห็นตัวเลขการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จากการชี้แจงเป็นทางการแล้วว่าอยู่ในระดับ 2 พันกว่า ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเริ่มเขยิบเข้าใกล้ 20 สร้างความน่าสงสัยว่าเป็นตัวเลขแท้จริง สะท้อนภาพใกล้เคียงกับการระบาดเหมือนไฟลามทุ่งหรือไม่
ดูความเปลี่ยนแปลงจากสภาพธรรมดา โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งโดยปกติมีคนไข้บางตา แต่ถ้าไปเยี่ยมตอนนี้จะเห็นจำนวนผู้ป่วยรอการรักษาหนาตา ตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาปิดรับรักษาผู้ป่วยนอก แพทย์แต่ละรายมีงานล้นมือ
โดยเฉลี่ยอยู่กับผู้ป่วย สอบถาม ตรวจสอบอาการคนละประมาณ 1-2 นาทีเท่านั้น คงเห็นชัดแล้วว่าแต่ละรายนั้นมีอาการซ้ำกัน อาจตรวจเพิ่มด้วยการฟังเสียงหัวใจเต้น การทำงานของปอด ส่องดูปาก หู คอ จมูกเพื่อยืนยัน
เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวุ่นอยู่กับการรับผู้ป่วย เอาเพียงผู้ป่วยนอก จากเดิมที่เคยมีโต๊ะเดียวสำหรับวัดความดันเบื้องต้น อุณหภูมิ วัดส่วนสูง น้ำหนัก ก็เพิ่มเป็น 2 โต๊ะ
งานหนักมือเป็นระวิง แทบไม่มีเวลาไปห้องน้ำ ขณะที่คนต้องการรักษาปะปนเคล้ากันไป มีทั้งเสียงไอ จาม และอาการอื่นๆ ดูสภาพแล้ว บอกได้เลยว่าเป็นไข้หวัด หรือไอ จำนวนคนนั่งรอแพทย์ใส่หน้ากากก็มีเห็นเกลื่อนตา
เมื่อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายในอากาศได้ คนที่ไม่ได้ติดเชื้อ แต่เจ็บป่วยย่อมอยู่ในอาการเสี่ยง แทนที่จะเจ็บป่วยธรรมดา ดันมีไวรัสตัวร้ายเพิ่มเข้ามาอีก
ตัวเลขผู้ป่วยที่แถลงทุกวันว่าเพิ่มเป็นเพียงหลักร้อยนั้น น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงเยอะ จากการคุยกับแพทย์ ต่างได้ยินเสียงบ่นว่ามาตรการการรับมือการระบาดนั้นไม่มีประสิทธิภาพ การเมืองยังห่วงกับภาพลักษณ์ ความเสียหาย ประชาชนเสี่ยงตาย
เมื่อประโคมข่าวว่าเชื้อไวรัสนี้ไม่ถึงตาย พักผ่อนอยู่บ้าน หายได้เอง ถ้าไม่หนักหนาสาหัสก็ไม่ต้องไปพบแพทย์ โดยมีความเสี่ยงต่อการระบาดในครอบครัว
ชุมชนแออัดจะหนักหนาสาหัสแค่ไหนไม่มีใครไปสำรวจ ถ้าผู้ติดเชื้อจนแสดงอาการป่วยไม่ไปหาแพทย์ หรือไม่มีเงินเพียงพอสำหรับการตรวจว่าป่วยหรือไม่
ยังดีที่แพทย์บอกว่ายังมีวัคซีนเพียงพอรับกับอาการป่วย ทุกโรงพยาบาลมีคนได้รับการรักษา ทั้งในสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน บางแห่งแจ้งตัวเลขครบหรือไม่
ในที่สุด วันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ขณะนี้มีจำนวนมากกว่าที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ป่วยยืนยันของกระทรวง
คุณหมอปราชญ์อ้างนักวิชาการซึ่งชี้ว่าจะต้องนำ 68 คูณกับจำนวนผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมด ซึ่งตัวเลข 68 เป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดแล้วเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ดังนั้นขณะนี้มีผู้ป่วยยืนยันเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ในประเทศไทยจำนวน 2,925 เท่ากับมีผู้ติดเชื้อประมาณ 198,900 ราย
ตัวเลขนี้ไม่น่าตกใจ เพียงแต่รัฐบาลไม่ประกาศให้เป็นทางการเท่านั้น และนั่นเป็นตัวเลขประเมินวันพฤหัสฯ ป่านนี้อาจถึง 3 แสนรายแล้วก็เป็นได้
คุณหมอปราชญ์ยังบอกอีกว่า การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นไปอย่างรวดเร็ว นำไปสู่ประเด็นทางการเมืองซึ่งตัวท่านเองก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องลักษณะนี้ขึ้น ทั้งๆ ที่แพทย์ เจ้าหน้าที่ทุกคนได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ตลอดระยะเวลา 68 วัน ตั้งแต่ได้รับทราบข้อมูลว่ามีการระบาดครั้งแรกที่สหรัฐและเม็กซิโก
รัฐบาลบอกว่าจะไม่ปิดประเทศ เพราะกว่าร้อยประเทศก็มีผู้ติดเชื้อ ถ้าตัวเลขนักวิชาการใกล้เคียงสภาพความจริง ประเทศไทยน่าจะอยู่อันดับแนวหน้า เพราะเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงยังไม่มีรายงานการระบาดมากขนาดนี้ แม้แต่ในสหรัฐ
การปิดประเทศไม่จำเป็นแน่ เพราะเท่ากับว่าเราไม่ต้องการให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสออกไปจากประเทศ แทนที่จะไม่ให้เข้าประเทศ รัฐบาลต้องเร่งดูแลเอาใจใส่มากกว่านี้ โดยชี้แจงความจริงให้ประชาชนรับรู้ เพราะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม
การปิดโรงเรียน สถาบันต่างๆ บริษัท โรงงาน หมายถึงการสูญเสียการผลิต ส่งผลด้านจิตวิทยาสังคม ความเสี่ยงของบุคคลในครอบครัว ซึ่งมีขีดความสามารถในการรับกับการเจ็บป่วยไม่เท่ากัน เพราะการนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนั้นเสียเงินแพง
ยิ่งมีข่าวว่าโรงพยาบาลบางแห่งมีเตียงไม่เพียงพอสำหรับรับผู้ป่วย จนถึงขั้นตั้งเตียงตามห้องโถง ระเบียงทางเดินแล้ว ก็ทำให้สถานการณ์น่าหวาดหวั่นกว่าเดิม
การตอกย้ำว่าไข้หวัดสายพันธุ์นี้ไม่เป็นอันตราย แต่ก็ควบคุมการแพร่ระบาด การติดเชื้อไม่ได้ เท่ากับตอกย้ำให้เห็นความหนักหนาสาหัสของปัญหานี้
ทำให้คนไม่ระมัดระวัง ยังใช้ชีวิตตามปกติ ดูหนัง เดินห้าง ไปตามแหล่งชุมชน รัฐบาลเพียงแต่สั่งปิดโรงเรียนกวดวิชา ร้านเกมสำหรับเด็กแต่ไม่สั่งปิดสถานบันเทิง หรือสถานที่ปิด คงเห็นว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้ประกอบการเอกชน เท่ากับเปิดช่องทางให้คนเพิ่มความเสี่ยง และการติดเชื้อ เมื่อเป็นแบบนี้ จะป้องกันได้อย่างไร
รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการแห่งชาติขึ้นมาดูแล แต่นักการเมืองยังมีบทบาทสำคัญ โดยสภาพปัจจุบัน ถ้าการติดเชื้อแตะ 2 แสนราย มีทั้งหายและป่วย ต้องถือว่าเป็นสภาวะฉุกเฉิน มีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องทำทุกด้านเพื่อควบคุมการระบาด



