คอลัมนิสต์

มีอะไรลึกกว่าข้อกล่าวหา

มีอะไรลึกกว่าข้อกล่าวหา

11 ก.ค. 2552

กรณีตำรวจซึ่งรับหน้าที่พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกกลุ่มผู้ชุมนุมในสนามบินสุวรรณภูมิ ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาฐานเป็นผู้ก่อการร้ายนั้น ได้มีความคิดเห็นทางกฎหมายหลากหลาย โดยประเด็นหลักมุ่งไปยังรัฐมนตรีต่างประเทศ

 นายกษิต ภิรมย์ ซึ่งเผชิญแรงกดดันให้ลาออกจากฝ่ายค้าน และกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดง แต่นายกษิตยังยืนยันจะทำหน้าที่ต่อไป เพราะคดียังไม่ได้ถูกพิสูจน์มูลฐานชัดเจน นอกจากนั้นยังมีความสงสัยว่าตำรวจอาจตั้งข้อหาเกินเลยไปจากความเป็นจริง เพราะคดีนี้มีโทษถึงประหารชีวิต และมีผู้ต้องหาก่อการร้ายมากถึง 25 คน

 นายกษิตตกเป็นเป้าหมาย เพราะเป็นผู้มีอำนาจจัดการหลายอย่างเพื่อสร้างปัญหาให้แก่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกำลังระหกระเหินเร่ร่อนหนีการจับกุมส่งตัวกลับประเทศในสถานะผู้ร้ายข้ามแดน ใช้หนังสือเดินทางของประเทศอื่นๆ ยังไม่มีหลักแหล่งถิ่นที่อยู่ถาวร เพราะแผ่นดินที่เคยให้พักพิงไม่ต้องการให้บุคคลผู้นี้ใช้เป็นฐานสำหรับสร้างปัญหาให้ประเทศไทย ดังนั้นการทำให้นายกษิตพ้นจากตำแหน่งจึงน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อเครือข่ายซึ่งอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณพ้นจากโทษจำคุกและรอดจากการไล่ล่า

 ถ้าจะพิจารณาอย่างรอบคอบ การพ้นจากตำแหน่งของนายกษิต ยังจะเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งหวังลงทุนในกัมพูชา แต่มีปัญหาด้านเขตแดนกับประเทศไทย มีเดิมพันมากมายมหาศาล นั่นคือแหล่งปิโตรเลียมนอกฝั่งทะเล เป็นพื้นที่ทับซ้อน และกัมพูชาหมายฮุบเอาไปโดยวิธีต่างๆ ผ่านการเรียกร้องเกี่ยวโยงกับปราสาทพระวิหาร หากนายกษิตพ้นจากตำแหน่ง เท่ากับเป็นการกำจัดกว้างขวางคอของผู้นำกัมพูชาและอดีตนายกฯ ของไทยซึ่งหนีคุกอยู่ต่างประเทศ

 เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งรับผิดชอบคดีจะมีประเด็นอะไรแฝงเร้นหรือไม่ ต้องรอการพิสูจน์ และหนึ่งในผู้ต้องหาซึ่งต้องการให้ตำรวจเอาความจริงและหลักฐานไปให้ศาลพิจารณาเพื่อออกหมายจับคือ นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ซึ่งอ้างว่าการแจ้งข้อหาร้ายแรง ถือเป็นการจงใจกลั่นแกล้ง และใช้อำนาจโดยไม่บริสุทธิ์ และในวันที่ 16 กรกฎาคมตามที่ได้นัดหมายไว้นายวีระจะไม่เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา เพราะไม่อยากตกเป็นผู้ต้องหา ถ้าตำรวจจะแจ้งข้อหาได้นั้นต้องไปขออนุมัติหมายจับต่อศาลเท่านั้น และนายวีระได้ตั้งข้อสังเกตว่า คดีนี้มีอัตราโทษประหารชีวิต พนักงานสอบสวนจึงต้องขออนุมัติออกหมายจับอย่างเดียว ซึ่งคงต้องรอคำวินิจฉัยของศาลว่าจะอนุมัติหรือไม่

ประเด็นน่าพิจารณายังมีอีก โดยนายวีระไม่เชื่อว่าหากเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาและตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว พนักงานสอบสวนจะปล่อยตัวโดยไม่ต้องประกันตัวหรือมีเงื่อนไขใดๆ เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่ตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินเหตุ การกระทำเช่นนี้ขอยืนยันว่าไม่ใช่ตนเองไม่เคารพกฎหมาย แต่ถือว่าตำรวจใช้อำนาจไม่เป็นธรรมและเมื่อถึงที่สุดแล้วศาลไม่อนุมัติหมายจับ ก็จะดำเนินคดีต่อเจ้าของคดีนี้จนถึงที่สุด

 การใช้กฎหมายเป็นประเด็นถกเถียง และพิสูจน์เจตนาย่อมเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อป้องกันการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และการกระทำของตำรวจบางคนที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าแฝงเจตนาร้าย โดยเฉพาะการตั้งข้อหากบฏ ซึ่งศาลไม่ยอมรับ การต่อสู้ของนายวีระคงทำให้ตำรวจต้องพิจารณาข้อกล่าวหาและหลักฐานด้วยความรอบคอบ และต้องรับผิดชอบ เสี่ยงต่อการถูกฟ้องในคดีอาญา เพราะได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้ต้องหาทั้งหมดแล้ว