
'ถอดถอน-ปรองดอง'คนละเรื่องกัน
'ถอดถอน-ปรองดอง'คนละเรื่องกัน : บทบรรณาธิการประจำวันที่22ม.ค.2558
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. มาถึงบทสรุปในเรื่องการพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยขั้นตอนดำเนินมาทั้งการเปิดแถลงคดี การชี้แจงแก้ต่างข้อกล่าวหา และแถลงปิดคดี จากนั้นสมาชิก สนช. ต้องลงคะแนนเสียงว่าจะถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ แม้กลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ได้ดำรงตำแหน่งแล้วก็ตาม แต่เกี่ยวพันไปถึงการโดนตัดสิทธิ์การเมือง จึงมีปรากฏการณ์เสียงสะท้อนออกมาตลอดการพิจารณาถอดถอนครั้งนี้ ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยต่างยกเหตุผลของฝ่ายตัวเองเข้ามาหักล้างและมีการชี้นำว่ามีลักษณะแอบแฝงซ่อนเร้นเพื่อมุ่งทำลายล้าง
กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลตราไว้เพื่อให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐหรือกรณีที่ส่อว่าจะมีการทุจริตเอื้อประโยชน์พวกพ้อง เพราะการกระทำสิ่งใดที่เป็นการใช้อำนาจรัฐก็ย่อมต้องมีความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจนั้นด้วย ดังจะเห็นจากนัการเมืองในต่างประเทศเมื่อดำเนินการสิ่งใดผิดพลาดหรือเพียงแค่ส่อไปในทางที่ไม่โปร่งใส หนทางที่เลือกคือการลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบถือเป็นการแสดงสปิริตทางการเมือง และพร้อมยอมรับเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบไต่สวนตามขั้นตอนต่อไป แต่ตรงกันข้ามกับนักการเมืองไทยที่มักใช้เล่ห์แบบศรีธนญชัยเล่นสำบัดสำนวนอ้างกฎหมายระเบียบต่างๆ เข้าข้างตนเอง และบ่อยครั้งจะอ้างว่าเป็นการกลั่นแกล้งทั้งที่ข้อเท็จจริงในการตรวจสอบไต่สวนก็จะปรากฏชัดเจนให้สังคมรับรู้ได้เองว่ามีความยุติธรรมมากน้อยแค่ไหน
การถอดถอนดังกล่าว ได้ถูกการนำเรื่อง "ปรองดอง" เข้ามาผูกมัดเหมือนเป็นตัวประกันไปด้วย มีความพยายามพูดว่า การปรองดองไม่ได้หมายความว่าจะต้องไม่ลงโทษคนผิด เพียงแต่การลงโทษต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม การเลือกปฏิบัติในการลงโทษหรือการให้คุณให้โทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่ยึดหลักนิติธรรมคือต้นเหตุสำคัญของความขัดแย้งและวิกฤติการเมืองในสังคมไทย และยังสำทับด้วยว่าการถอดถอนที่ไม่เป็นธรรมมีผลเสียต่อการปรองดอง แต่หากมองย้อนไปในสมัยผลักดันนิรโทษกรรมสุดซอย กลับชูเรื่องปรองดองมากกว่าจะรับฟังเสียงท้วงติงจนเป็นเหตุให้มวลชนแสดงพลังอย่างไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ และมาถึงตอนนี้คำว่าปรองดองก็ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง แต่เป็นเพื่อประโยชน์ฝ่ายตนหรือเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแต่อย่างใด
ไม่เพียงเท่านั้นยังมีแรงกดดันไปถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติในเรื่องใบสั่งถึง สนช. เรื่องถอดถอนบุคคลทั้งสามเช่นกัน แม้นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันหลายครั้งว่าเป็นเรื่องที่ สนช.ต้องดำเนินการกันเอง ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและ คสช. นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ด้วยว่า ปรองดองคือทุกคนอยากจะคุยกัน ไปมาหาสู่กัน ดูแลกัน นี่คือปรองดอง ไม่มีศัตรู ไม่ได้โกรธเคืองกัน แต่อะไรคือกฎหมายก็ไปเข้ากระบวนการยุติธรรม วันนี้รัฐบาลมี สนช.ก็ให้เกียรติก็เหมือนสภา ซึ่งต้องเชื่อมั่นในระบบ ถ้าไม่เชื่อวันหลังก็ไม่ต้องเชื่อสภา นายกรัฐมนตรีย้ำด้วยว่ากระบวนการยุติธรรมจะบอกเองถูกหรือผิด ดังนั้น การเดินหน้าปรองดองและการตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรมเป็นคนละเรื่องกัน อย่าดึงมาปะปนกันเพื่อประโยชน์ฝ่ายตนเพียงเพื่อดิ้นรนเอาตัวรอด



