คอลัมนิสต์

การเมือง‘กลบ’จำนำข้าว

การเมือง‘กลบ’จำนำข้าว

21 ม.ค. 2558

การเมือง‘กลบ’จำนำข้าว : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

            วันศุกร์ที่จะถึงนี้เป็นวันชี้ชะตาอนาคตทางการเมืองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากที่ถูกกล่าวหาว่าปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งนับเป็นโครงการ "เรือธง" ของพรรค "เพื่อไทย" ที่ใช้ในการหาเสียงเมื่อปี 2554

            และเมื่อได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่นำโดย "ยิ่งลักษณ์" ก็เดินหน้าโครงการนี้ แม้จะถูกหลายฝ่ายทักท้วงเรื่องช่องทางในการทุจริต หลายจุดอยู่ในสภาวะพร้อมรั่วไหล และแน่นอนว่านำมาซึ่งการขาดทุน แต่รัฐบาลก็ยังเดินหน้าโดยให้เหตุผลว่าเป็นโครงการที่ได้สัญญากับประชาชนไว้ พร้อมทั้งบอกว่าโครงการเช่นนี้เป็นการสนับสนุนชาวนาโดยรัฐ ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาคิดกำไรหรือขาดทุน

            เวลาผ่านไปแผลจากโครงการรับจำนำข้าวเริ่มอักเสบ คลำไปตรงไหนก็เจอจุดที่เจ็บปวดตรงนั้น หลายฝ่ายเริ่มยอมรับว่าโครงการมีปัญหา แม้แต่รัฐบาลก็ยอมรับว่ามีปัญหาจริงและเริ่มที่จะทำการปรับเปลี่ยน

            แต่วันที่ฝีรับจำนำข้าวใกล้แตก ก็เหมือนมีตัวช่วยเมื่อเกิดวิกฤติการเมืองขึ้น บ้านเมืองอยู่ในภาวะระส่ำระสาย และเกิดการรัฐประหารขึ้น จากนั้น ป.ป.ช. ก็เดินหน้าคดีอย่างเต็มสูบและส่งเรื่องให้วุฒิสภาถอดถอนเธอออกจากตำแหน่ง

            แน่นอนคดีที่เดินหน้าอย่างรวดเร็วครั้งนี้ย่อมต้องถูกตั้งคำถามว่าเป็นการใช้การเมืองนำระบบยุติธรรมหรือไม่ เพราะขณะเดียวกันมีคดีอีกเป็นจำนวนมากไม่คืบหน้า แต่คดีนี้กลับเข้าสู่ขั้นปลายสุดของกระบวนการ 

            แน่นอนเรื่องแบบนี้ย่อมถูกการเมืองนำมาจุดเป็นประเด็นข้อสงสัยที่หลายคนก็มองว่าเข้าเค้า หรือข้อกล่าวหาที่ระบุว่า "ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต" ทั้งๆ ที่ตอนที่ชี้มูล "ยิ่งลักษณ์" ป.ป.ช.ยังไม่ได้ชี้มูลว่าใครทุจริตด้วยซ้ำไป นี่จึงเป็นอีกหนึ่งปมของข้อโต้แย้งว่า "เมื่อยังไม่มีใครทุจริต แล้วจะปล่อยปละละเลยได้อย่างไร"

            ต่อมาเมื่อมีการนำเข้าสู่กระบวนการถอดถอน ก็ถูกตั้งคำถามอีกเช่นกันว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีอำนาจจริงหรือไม่ หรือกระทั่งเรื่องกฎหมายที่ให้อำนาจในการถอดถอนมีหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญที่พูดถึงเรื่องถอดถอนได้ถูกทำให้หายไปโดยการรัฐประหารแล้ว

            แต่ก็ระบุกันว่าสามารถทำได้เพราะ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ยังคงอยู่ตามประกาศ คสช. ซ้ำยังมีการตีความกฎหมายในลักษณะนี้จาก "ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี ผู้อยู่ในสถานะ "รัฏฐาธิปัตย์"  ข้อถกเถียงเรื่องนี้จึงนับได้ว่าตกไป

            ซ้ำมาถึงกระบวนการซักถามในการถอดถอน เหล่าบรรดา สนช. ก็ยังไม่ให้ตัวแทนของ "ยิ่งลักษณ์" ชี้แจง ทั้งๆ ที่ข้อบังคับการประชุมที่ผ่านกันมาเองนั้นไม่ได้บังคับว่าเจ้าตัวต้องมาตอบคำถามด้วยตนเอง สุดท้ายก็กลายเป็นเวทีอัดฝ่ายเดียว พร้อมทั้งมีคำเย้ยหยันตามมาอีกมาก

            ดังนั้น แม้ว่า "ยิ่งลักษณ์" จะถูกถอดถอน แต่สุดท้ายแล้วสังคมเราจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย เพราะความเร่งรีบข้ามขั้นตอน หรือใช้กระบวนการยุติธรรมแบบไม่ถูกต้องครบถ้วนก็จะกลายเป็นข้อโต้แย้งและนำมาทำความเข้าใจกับมวลชนว่าทั้งหมดเป็นเรื่องทางการเมือง ทั้งๆ ที่ความจริงภายใต้เรื่องการเมืองนั้นยังมีข้อเท็จจริงเรื่องความเสียหายจากโครงการที่เกิดขึ้น

            ความที่เราไม่เคยปล่อยให้ "ฝีจำนำข้าวแตก" ด้วยตัวเอง ทำให้สังคมไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ว่า หากในอนาคตมีการเสนอโครงการประชานิยมที่มีปัญหาหากยอมรับและนำไปปฏิบัติจะมีผลเสียหายมากขนาดไหน  เพราะหากสังคมได้เรียนรู้ในอนาคตก็จะมีบทลงโทษทางการเมืองต่อพรรคที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้แก่ประเทศแลกกับคะแนนเสียง และเป็นบทเรียนที่ยั่งยืนกับฝ่ายการเมือง

            ความใจร้อน ความมุ่งหวังผลทางการเมืองมากกว่าข้อเท็จจริงทำให้เราทิ้งโอกาสนี้ไปอย่างน่าเสียดาย