คอลัมนิสต์

ตั้งคำถามกับการบังคับใช้กฎหมายจราจร?

ตั้งคำถามกับการบังคับใช้กฎหมายจราจร?

21 ม.ค. 2558

ตั้งคำถามกับการบังคับใช้กฎหมายจราจร? : โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข

           “อย่ามาพูดกับผมเรื่องปัญหางบประมาณ” ประธานในที่ประชุมพูดเสียงดัง ภายหลังจากที่สมาชิกในประชุมพูดถึงปัญหาที่ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานไม่บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้

            เป็นความจริงที่ปัญหาอุปสรรคในเรื่องงบประมาณมักถูกนำมาเป็นเหตุผลข้ออ้างเสมอๆ ในการอธิบายความไม่สำเร็จที่เกิดขึ้นในแต่ละภารกิจ เช่นเดียวกับเรื่องความขาดแคลนบุคลากร และวัสดุอุปกรณ์ในการทำงาน

            ไม่มีใครในสังคมปฏิเสธความจริงในเรื่องความขาดแคลนงบประมาณในการทำงานที่เกิดขึ้นได้ แต่หากวิเคราะห์อย่างครบถ้วนทั้งองคาพยพจะเห็นได้ว่า มีภารกิจการทำงานจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างที่ไม่ควรจะได้รับ จนอาจกล่าวได้ว่า ไม่คำนึงถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นว่ามีความคุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรหรือไม่? อย่างไร? การตายจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นปรากฏการณ์ที่ปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนถึงความจำเป็นในการทบทวนประสิทธิภาพในการทำงานและความคุ้มค่าของงบประมาณจากแหล่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

            อะไรคือ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีสถิติการเสียชีวิตจากสาเหตุอุบัติเหตุทางถนนสูงติดอันดับ 1 ถึง 3 ของโลก? ทำไม การติดอันดับดังกล่าวจึงไม่ได้สร้างความกระตือรือร้นให้แก่หน่วยงานใดได้อย่างแข็งขัน ซึ่งแตกต่างจากการติดอันดับโลกหรือการถูกจับตามองในประเด็นอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ประเด็นการค้ามนุษย์ เป็นต้น

            ถึงแม้ว่าความก้าวหน้าในการแก้ปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจะยังไม่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดเป็นรูปธรรมถึงขั้นที่นานาชาติยอมรับได้ แต่การเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานที่มักนิยมเรียกว่า การบูรณาการในการทำงานร่วมกันนั้น ได้มีความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบการทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน ในรูปแบบของการเสริมจุดแข็ง กำจัดจุดอ่อนที่เกิดขึ้นในแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของกระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

            "เลขาร่วม" ถูกนำมาใช้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อใช้ลดอัตตา ตัวตนที่มักเกิดขึ้นโดยไม่ยอมรับและเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำงานในรูปแบบที่ใช้คำว่า บูรณาการการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (V.D.O.Conference) ที่เกิดขึ้นประจำสม่ำเสมอไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1 ครั้ง ทำให้ทุกการประชุมมีสาระและแสดงถึงการเตรียมการเพื่อนำข้อมูลเพื่อมีประสิทธิภาพมาปรึกษาหารือร่วมกัน ทำให้เกิดความคุ้มค่าทั้งในด้านเวลา และการติดตามงาน ส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

            การประชุม วางแผน อย่างเป็นระบบในทุกระดับในรูปแบบบูรณาการด้วยกันนั้น ทำให้การบริหารจัดการงานและงบประมาณไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ ซ้ำซ้อน หรือ เฮโลทำในเรื่องเดียวกัน รวมถึงทุ่มเทงบประมาณไปกับเรื่องเดียวกันนั้น จนกระทั่งลืมตั้งคำถามว่า ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และงบประมาณที่ถูกทุ่มไปในประเด็นนั้น เกิดประโยชน์ บรรลุผลสำเร็จคุ้มค่ากับงบประมาณและทรัพยากรที่ลงทุนไปในรูปแบบต่างๆหรือไม่? อย่างไร ?

            องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) รายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนในภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก พ.ศ.2556 (2013)  ไว้ว่า ถึงแม้ประเทศไทยจะมีจำนวนยานพาหนะที่จดทะเบียนมากที่สุด (เฉลี่ย 412.1 คันต่อประชากร 1,000 คน) ในภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก แต่ก็มิได้หมายความว่าจะมีความสมเหตุสมผลหรือมีความชอบธรรมในการนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นข้ออ้างของการมีสถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรสูงด้วย เนื่องมาจากในสหราชอาณาจักรมียานพาหนะเฉลี่ย 565 คันต่อประชากร 1,000 คน แต่มีอัตราการเสียชีวิตต่ำเพียง 5.4 รายต่อประชากร 100,000 คน ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 38.1 รายต่อประชากร 100,000 คน

            ข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นว่า ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่ต้องพิจารณาให้ความสำคัญ เช่น การบริหารจัดการที่เหมาะสมเพื่อให้ถนนมีความปลอดภัย มีกฎหมาย มีการบังคับใช้กฎหมาย คุณลักษณะด้านความปลอดภัยของยานพาหนะ ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับระบบการควบคุมกำกับ สถานภาพทางเศรษฐกิจ และเจตนารมณ์ทางการเมืองของประเทศต่างๆ

            ดิฉันไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปที่ดูเหมือนจะให้ความสำคัญอย่างมาก(เกินเหตุ)ของการบังคับใช้กฎหมายว่าเป็นวิธีการที่ทรงพลังในการลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งในรายงานระบุว่า ส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นกับผู้ที่ขับขี่พาหนะ 2 ล้อ หรือ 3 ล้อ เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาจตีความได้ว่า เป็นกลุ่มของผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีรายได้น้อย มีความสามารถในการเข้าถึงยานพาหนะที่ปลอดภัยต่ำ เนื่องมาจากมีความเห็นว่า การดูแลและสร้างระบบสังคมที่ปลอดภัยเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องสามารถเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขให้แก่คนในสังคมให้เท่าเทียมและเป็นธรรม นั่นหมายความว่า ผู้ใช้รถใช้ถนนในประเทศไทยจะต้องมีความปลอดภัยในระดับที่ไม่แตกต่างกันตามแต่ฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละบุคคลเท่านั้น หากแต่รัฐต้องสามารถจัดสรรทรัพยากรและออกแบบระบบการคมนาคม และขนส่งที่สร้างความปลอดภัยในการเดินทางในทุกรูปแบบด้วย แต่ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ว่า ประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่ดีพอนั้น มีความจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทรัพยากรและการสนับสนุนจากฝ่ายการเมืองอย่างเพียงพอ และตำรวจต้องมีแรงจูงใจในการทำให้ประชาชนเข้าใจและให้การสนับสนุนตำรวจในการบังคับใช้กฎหมายด้วย (แต่ใครมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้ตำรวจเป็นเช่นนั้น?)

            “เวลาจับวัยรุ่นน่ะ ไม่มีวัยรุ่นคนไหนบอกว่า ตำรวจห่วงใยเลยนะ รวมถึงพวกอาจารย์ทั้งหลายด้วย ยังจะมาบอกอีกว่า เด็กจะเข้าเรียนไม่ทันมาจับทำไมเวลานี้ มาจับทำไมที่หน้าโรงเรียน หน้ามหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเขาน่าจะช่วยเราจับ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกศิษย์ของเขาด้วยซ้ำ” นายตำรวจใหญ่เล่าตัวอย่างประสบการณ์ที่สะท้อนให้เห็นวิธีคิดของคนในแวดวงการศึกษาทั้งเยาวชนและผู้ใหญ่ที่เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการบังคับใช้กฎหมายเพื่อความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทย

            ลืมไปได้เลย ถ้าจะให้ตำรวจไทยบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มข้น และเข้มแข็งอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการสนับสนุน ส่งเสริมการยอมรับการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดขึ้นได้ในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม !!