
รับมือยาเสพติดอาเซียน
รับมือยาเสพติดอาเซียน : บทบรรณาธิการประจำวันที่21ม.ค.2558
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้วางนโยบายเกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติดไว้น่าสนใจ โดยเฉพาะการขอความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีฐานผลิตยาเสพติดและแหล่งแพร่ระบาด ร่วมถึงเส้นทางการค้ายาทั้งประเทศไทย สปป.ลาว พม่า และจีน ซึ่งกลายเป็นเส้นทางการลำเลียงและแหล่งผลิตใหม่ การขอความร่วมมือทั้ง 4 ประเทศ จะทำให้การสกัดกั้น จับกุมได้ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีแหล่งยารายใหญ่ระดับโรงงาน ยังคงผลิตออกสู่ตลาดไม่ขาดสาย ถึงแม้ประเทศไทยจะมีโครงการช่วยเหลือในระดับท้องถิ่น โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เข้าไปพัฒนาสร้างอาชีพ ฟื้นคุณภาพชีวิต งานด้านสาธารณสุข การศึกษา จนได้รับการยอมรับจากชาวบ้านเป็นอย่างดี แต่ก็ลดปัญหาได้ระดับหนึ่งเท่านั้น
ประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมองคือ การคัดแยกระหว่างกลุ่มพ่อค้ารายใหญ่ กับ "แรงงานด้านยาเสพติด" ที่เรียกชื่อนี้ก็เพราะว่า กลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมร้อยละ 80 เป็นเพียงคนส่งของหรือกลุ่มลำเลียงยากับพวกครอบครองเพื่อเสพ มีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เป็นผู้ต้องหารายใหญ่ระดับเครือข่าย นายทุน แนวคิดของรัฐบาลนี้จึงมองไปที่การคัดกรองแยกทั้งสองกลุ่มออกจากกัน ด้วยความเชื่อว่า "กลุ่มแรงงานยาเสพติด" สามารถปรับพฤติกรรมและนำคืนสู่สังคมเป็นคนดีได้ โดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่คือ กรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน รวมถึงกรมคุมประพฤติ ให้มาทำหน้าที่เสมือนครู เมื่ออบรมสั่งสอนแล้วสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็ส่งคืนสู่สังคม แนวคิดลักษณะนี้เคยมีมาก่อน แต่ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม เนื่องจากที่ผ่านมาตั้งแต่ยุทธการปราบปรามยาเสพติดของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ใช้ระบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จนมีปัญหาระดับปฏิบัติคือ เกิดการล้มตายกว่า 2,000 คน โดยไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร พิสูจน์ไม่ได้ และมีไม่น้อยที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
การปรับรูปแบบเพื่อต่อสู้กับปัญหายาเสพติดครั้งนี้ ถือว่าเป็นเรื่องลองของใหม่ที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง อย่าลืมว่า ภายในสิ้นปีนี้ "ประชาคมอาเซียน" จะมีผล ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงจะยังไม่เกิดในทันทีทันใดทั้งในสังคม เศรษฐกิจ หรืออาชญากรรมข้ามชาติ ที่หลายคนเป็นห่วงก็ตาม แต่มาตรการป้องกันก็มีความจำเป็นเร่งด่วน รวมถึงการเร่งแก้ไขปัญหาภายในของเราก่อน อย่าให้เครือข่ายยาเสพติดอาเซียนมารวมตัวกันได้ มิฉะนั้นการปราบปรามจะเป็นเรื่องยากขึ้นอีกหลายเท่า เมื่อใดก็ตามที่บรรดาอาชญากรระดับเครือข่ายร่วมมือกันความแข็งแกร่งย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แล้วบรรดาเทคโนโลยีหรือเครื่องมือในการขนส่ง การผลิตจะยิ่งแยบยลขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนั้นการคิดกวาดล้างคงไม่ใช่ง่าย นโยบายการคัดแยกคน การปรับทัศนคติ พฤติกรรมของกลุ่ม "แรงงานยาเสพติด" น่าจะเป็นอีกวิธีที่น่าสนใจ แต่การทำเช่นนี้ได้ต้องมีความต่อเนื่องทั้งทางนโยบายและการปฏิบัติ เพราะเมื่อใดที่เราหย่อนปัญหายาเสพติดก็จะกลับมาด้วยตัวเงินในวงจรที่มากมายมหาศาล



