
ลากจนหลังปีใหม่กว่าตั้งนายอำเภอ
ลากจนหลังปีใหม่กว่าตั้งนายอำเภอ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวโยกย้ายนายอำเภอ 9 (ระดับ 9) จำนวน 252 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นไปอย่างเงียบเชียบ ไร้แรงกระเพื่อม ทั้งที่การเปลี่ยนแปลงในระดับนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก รองจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด
หลายคนมองว่า การแต่งตั้งโยกย้ายนายอำเภอ 9 ที่เพิ่งออกมานั้น ล่าช้าเกินไป หากเทียบกับการที่ ครม.อนุมัติการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าฯ อธิบดี และผู้ตรวจการกระทรวง ไปเมื่อกลางเดือนกันยายน 2557 ตามหลักแล้ว นายอำเภอ 10 ก็ควจะออกมาในช่วงเดือนตุลาคมปีเดียวกัน แต่การยืดเวลาออกมากระทั่งกลางเดือนมกราคม ย่อมส่งผลกระทบอยู่บ้าง
บางคนอาจมองว่าเป็นเหตุสุดวิสัย เนื่องจาก กฤษฎา บุญราช เพิ่งขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมการปกครอง เมื่อเดือนกันยายน 2557 จากที่ก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา
แต่นั่นก็ไม่แน่ว่าจะเป็นคำตอบของความล่าช้าในการประกาศบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายอำเภอ 9 เพราะนั่นจะทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายนายอำเภอ 8 ล่าช้าตามไปด้วย
มีกระแสข่าวว่า สาเหตุที่ล่าช้านั้น ไม่ใช่แค่กระบวนการ หรือขั้นตอนในการพิจารณาตัวบุคคลเพื่อให้ไปทำหน้าที่ "นายอำเภอ 9" หากแต่เป็นเรื่องของอำนาจในการพิจารณา
นั่นก็คือ นายอำเภอ 9 เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงมหาดไทย ขณะที่ผู้ที่จะขึ้นไปทำหน้าที่ หรือไปรักษาการนั้นเป็นระดับ 8 ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีกรมการปกครอง (ที่เพิ่งจะขึ้นมารับตำแหน่ง)
ที่พูดกันหนักไปกว่านั้นก็คือ มีการมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะอธิบดีกรมการปกครองเป็น "สิงห์คนละสี" กับปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะจบรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ขณะที่ปลัดกระทรวงจบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับ รมช.มหาดไทย สุธี มากบุญ
เป็นตำนานเก่าแก่นมนานระหว่างบรรดาสิงห์ทั้งหลายในก่อนหน้านี้ ที่ชื่อดังติดหูก็จะเป็น สิงห์ดำ (รัฐศาสตร์ จุฬาฯ) กับสิงห์แดง (รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์) สิงห์ทอง (รัฐศาสตร์ รามคำแหง) รวมทั้ง สิงห์ขาว (รัฐศาสตร์ เชียงใหม่) ที่เติบโตพรวดพราดในยุครุ่งเรืองของพรรคไทยรักไทย-พรรคเพื่อไทย
ส่วนสิงห์สีอื่นๆ อีก 10 กว่าสีนั้น ก็เติบโตคละเคล้ากันไป
ปัญหาอย่างหนึ่งของการพิจารณาแต่งตั้งนายอำเภอ 9 ก็คือ จะมีข้าราชการระดับ 9 ในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงเข้าแข่งขันด้วย ซึ่งก็จะทำให้ใช้เวลาในการพิจารณามากขึ้น
เมื่อต้องใช้เวลามากขึ้น ก็จะกระทบไปถึงนายอำเภอ 8 ที่ส่วนใหญ่ยังไม่เคยขึ้นรับตำแหน่งนายอำภอ แต่เข้าเรียนโรงเรียนนายอำเภอราวรุ่นที่ 58-59 ขึ้นไป จะถูกแต่งตั้งขึ้นรับตำแหน่งนายอำเภอ แต่หากเข้าเรียนโรงเรียนนายอำเภอในรุ่นที่ว่า ก็น่าจะหมดโอกาส หรือมีโอกาสนั่งเก้าอี้นายอำเภอเพียงระยะเวลาไม่นาน
บางคนวาดหวังว่า ก่อนเกษียณอายุราชการก็หวังจะเกษียณบนเก้าอี้นายอำเภอ จากก่อนหน้านี้ไต่เต้าจากระดับล่าง คลุกคลีอยู่ในพื้นที่ สั่งสมประสบการณ์นักปกครองมาจนเต็มเปี่ยม สอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอมาเกินกว่า 10 ปี (กรณีรุ่น 58) ก็มุ่งหวังว่าปีสุดท้ายจะได้เป็นบำเหน็จ
แต่เมื่อเกิดเหตุล่าช้าขึ้นมาเช่นนี้ ระบุเวลาในการทำหน้าที่นายอำเภอแทนที่จะเต็มปี ก็คงจะเหลือเพียงแค่ 6 เดือน!
การพิจารณาเพื่อให้เกิดความรอบคอบเป็นสิ่งที่พึงกระทำ แต่ก็ควรกระทำโดยต้องรับรู้ด้วยว่า ในความรอบคอบนั้นจะต้องมีกรอบระยะเวลา เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
โดยเฉพาะในภาวะที่รัฐบาล คสช.เข้ามาใช้อำนาจพิเศษ และมุ่งหวังที่จะลดความเหลื่อมล้ำเช่นนี้



