
หยุดความมัวหมอง
หยุดความมัวหมอง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 20 มกราคม 2558
แม้การกระทำบางอย่างอันก่อให้เกิดความเสื่อมเสียมัวหมองแก่พระพุทธศาสนา จะเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลที่ไม่ควรเหมารวมเอาว่า คือภาพสะท้อนของวงการสงฆ์ไทยโดยส่วนใหญ่ก็ตาม หากแต่ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า การกระทำของบุคคลที่เคยอยู่ในสมณเพศ มีผู้คนเคารพนับถือกราบไหว้ด้วยความศรัทธาอย่างสนิทใจนั้น สร้างความสะเทือนใจแก่ชาวพุทธทุกครั้งไป ไม่เว้นแม้แต่กรณีล่าสุด ที่สังคมรับรู้กันมาก่อนหน้านี้นานแล้วว่า พระรูปหนึ่งแห่งสำนักสงฆ์ป่าสามแยก ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์นั้น ยึดถือแนวทางปฏิบัติด้วยความเชื่อของตนเอง ซึ่งแปลกแหวกแนวไปจากพระสงฆ์หรือแม้แต่ฆราวาสโดยทั่วไป พฤติกรรมแปลกพิสดารนี้ ส่วนหนึ่งถูกนำไปสู่การฟ้องร้องเป็นคดีความอยู่ในศาล อีกส่วนหนึ่งเป็นข่าวคราวมาก่อนหน้าและได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
จนถึงวันนี้ แม้ นายเกษม ดวงแพงมาก หรือ อดีตพระเกษม อาจิณณสีโล เจ้าสำนักสงฆ์ป่าสามแยก ได้ลาสิกขาจากสมณเพศไปแล้ว เพราะยอมจำนน สารภาพความผิดออกมาเองว่า มีเพศสัมพันธ์กับศิษย์ชายรายหนึ่งมาเป็นเวลานาน ซึ่งแน่นอนว่า ตามพระธรรมวินัยแล้ว พระเกษมก็จะต้องสึกจากพระอยู่ดี ไม่ว่าจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม หากแต่ยังมีเรื่องราวชวนคิดทิ้งไว้เบื้องหลังอีกหลากหลาย เฉพาะอย่างยิ่ง การดำรงสถานะเป็นผู้นุ่งขาวห่มขาวอยู่ภายในสำนักสงฆ์ โดยที่ยังมีประชาชนผู้เคยเคารพเชื่อถือ และไม่รู้สึกเสื่อมคลายศรัทธา อันเนื่องมาจากความเสื่อมเสียที่สังคมภายนอกมองเห็น นับเป็นกรณีที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ทั้งส่วนกลาง และสำนักงานประจำจังหวัด น่าจะได้สำรวจรวจสอบโดยละเอียดในเชิงของข้อมูลและการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ที่อยู่ในสมณเพศส่วนหนึ่ง เพื่อนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันในลำดับต่อไป
ทุกวันนี้ พุทธศาสนิกชนทุกคนย่อมจะแลเห็นความเปลี่ยนแปลงขึ้นตามวัดต่างๆอย่างมากมาย บางคนอาจจะไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอะไรนัก เพราะความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของการพัฒนาอาจเป็นความจำเป็นเฉพาะของแต่ละวัด แต่ละสำนักสงฆ์ บางแห่งปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อสนองตอบต่อชุมนุม และสนับสนุนการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่นได้จำนวนมาก แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ถูกสร้างขึ้นมาในรูปของอาณาจักร อันประกอบไปด้วยถาวรวัตถุที่เป็นสัญลักษณ์ของชุดความเชื่อที่ออกนอกแนวพระธรรมคำสอนของพระมหาศาสดา หรือแทบไม่เกี่ยวกันเลย เพราะมุ่งอิงกับเรื่องคุณไสยและไสยศาสตร์ต่างๆ มากกว่า ส่วนในรูปของนามธรรมนั้น ได้ก่อตัวขึ้นเงียบๆ รอบรั้ววัดมาเป็นเวลานานแล้ว เช่นที่ถูกขนานนามว่า พุทธพาณิชย์ ส่วนหลังสุดนี่ต่างหากที่วัดวาต่างๆทั่วประเทศกำลังแข่งขันกันอย่างหน้าดำคร่ำเคร่ง เพื่อนำความร่ำรวยมั่งคั่งมาสะสมไว้ในวัด จนวัดได้แปรเปลี่ยนไปจากศาสนสถานที่พึ่งทางใจ ไปเป็นตลาดค้าขายอุปกรณ์ประกอบกิจกรรมอวดอุตริมนุสธรรม
เรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ สำนักสงฆ์ป่าสามแยก คงไม่ใช่กรณีสุดท้ายเป็นแน่ เพราะในสภาพความเป็นจริง การดำเนินกิจกรรมของแต่ละวัด แต่ละสำนักสงฆ์นั้น แทบจะเป็นอิสระ หลุดจากการควบคุมตรวจสอบของสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ไปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากการประกอบพิธีทางไสยศาสตร์ หรือคุณไสยต่างๆ นั้น มีเรื่องของความเชื่อถือศรัทธาเข้าไปเกี่ยวข้องจนกลายเป็นเรื่องละเอียอ่อน ยากแตะต้อง หากแต่นี่คือหัวใจของความเป็นไป ที่จะต้องนำไปสู่การเรียกคืนสถานภาพเป็นที่พึ่งพิงของพระและวัดวาอารามต่างๆ กลับมาให้แก่พุทธศาสนิกชนโดยรวม ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพึงเร่งลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง อย่าปล่อยให้เกิดเรื่องมัวหมองกับพระพุทธศาสนาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนจะกลายเป็นความปกติสามัญ



