คอลัมนิสต์

จุดจบเหตุแห่งความขัดแย้งหลังมีรัฐธรรมนูญใหม่

จุดจบเหตุแห่งความขัดแย้งหลังมีรัฐธรรมนูญใหม่

19 ม.ค. 2558

จุดจบเหตุแห่งความขัดแย้งหลังมีรัฐธรรมนูญใหม่ : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร

              คำกล่าวของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ที่ส่งผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ช่วงค่ำวันที่ 16 มกราคม ว่า “สังคมต้องแยกแยะ อย่าให้ใครปลุกระดมให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ในกระบวนการถอดถอนหรือไม่ถอนถอนบุคคล ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชาติกำลังพิจารณา” ย้ำให้เห็นภาพของขบวนการปลุกระดมที่ก่อให้เกิดความไม่สงบ ยังเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และอาจถึงขั้นสะเทือนสถานะรัฐบาลได้ในอนาคต

              ประกอบกับคำพูดของ “วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ” กุนซือของ คสช. บนเวทีงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ตอนหนึ่งที่ว่า “หลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ การเมืองจะดุเดือด เพราะมีคนอยากลองของ ลองวิชา ว่าบทบัญญัติแต่ละมาตราที่เขียนจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ ทั้งหมดนี้ผู้เกี่ยวข้องรู้และหาทางรับมืออยู่”

              เป็นประโยคที่ตอกย้ำให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่ายุทธศาสตร์ที่ “คสช.” วางไว้ในประเด็นการสกัดเหตุความขัดแย้ง รักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ส่อล้มเหลว !!!

              ปัจจัยสำคัญไม่ใช่เพราะทีมงานความมั่นคงส่วนหนึ่งใส่เกียร์ว่าง หรือกลไกของแม่น้ำทั้ง 5 สาย ที่ประกอบด้วย สนช., สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.), กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขาดการบูรณาการงานอย่างมีประสิทธิภาพและภารกิจยังไม่ตอบโจทย์ปฏิรูปประเทศร่วมกัน

              แม้จะมีเสียงซุบซิบจากหลังบัลลังก์ประมุขแห่งสภานิติบัญญัติฯ-สภาปฏิรูปฯ เป็นระยะๆ ว่า “ผลงานไม่เข้าเป้า มุ่งแต่เล่นเกมการเมืองมากเกินไป” ยังไม่ใช่ปัจจัยสำคัญแห่งความล้มเหลว

              กลไกป้องกันและคลี่คลายความขัดแย้งต่างหาก ที่ต้องโฟกัสให้ดี นับจากนี้ไป

              แต่ไม่ใช่ปล่อยให้ “ฝ่ายความมั่นคง” ทำอยู่ข้างเดียว การทำงานที่ได้ผลคือภาระงานภายใต้ สภาปฏิรูป ที่ต้องสร้างมาตรการคลี่คลายความขัดแย้งเฉพาะหน้า และ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อวางกิจการสำคัญและหลักแห่งการขจัดความแตกแยกอย่างถาวร ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

              ความตามนี้ “พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ สมาชิก สปช.” ในฐานะผู้อำนวยการสํานักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ขยายให้ฟังว่าความขัดแย้งเฉพาะหน้าที่สภาปฏิรูปต้องทำเพื่อให้คลี่คลาย คือ เปิดเวทีพูดคุยให้แกนนำระดับบน ร่วมวงพูดคุย เพื่อสร้างความเข้าใจอันดี แต่ก่อนไปถึงจุดนั้นต้องหาประเด็นที่แกนนำคู่ขัดแย้งหลายฝ่ายเห็นร่วมกันให้มากที่สุด นอกจากนั้นการทำวิสัยทัศน์ประเทศไทย 2575 ที่เตรียมระดมสมองช่วง 19-20 มกราคมนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะนำไปสู่แนวทาง เพื่อต่อยอดการแก้ไขความขัดแย้งในอนาคต ขณะที่การยกร่างรัฐธรรมนูญถือมีส่วนสำคัญอย่างมาก ต่อการสร้างโอกาสเปิดใจของแกนนำกลุ่มการเมืองต่างๆ

              “ผมได้คุยกับคุณวีระกานต์ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. เขาสะท้อนว่าความคิดที่เสนอให้กับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้น ไม่ถูกเขียนเป็นบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้ความขัดแย้งหลังจากมีรัฐธรรมนูญใหม่จะยังคงอยู่ แก้ไขไม่ได้ ดังนั้น ผมมองว่าสิ่งที่จะเป็นเกราะป้องกันความขัดแย้งในอนาคตได้ เสียงทุกเสียงต้องให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่การฟังอย่างเดียว”

              “นักวิชาการด้านสันติวิธีฯ” มองหัวใจของการแก้ไขความขัดแย้งเฉพาะหน้าและการวางรากฐานว่า คือ ความเห็นต่างกันที่อยู่ร่วมกันได้ ดังนั้น สิ่งที่จะเติมเต็มระหว่างงานปฏิรูปและการเขียนรัฐธรรมนูญคือ บทบาทของคณะทำงานศึกษาและทำแนวความปรองดอง ที่เปรียบเหมือนเป็นแม่น้ำสายย่อยที่ไปเติมเต็มความเข้าใจและเชื่อมความคิดต่างที่มีอคติให้เป็นความคิดต่างที่ไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างกัน

              เมื่อสรุปความตามนั้น ภาระอันใหญ่ยิ่งของสภาปฏิรูปฯ- คณะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ คงไม่ใช่แค่การทำงานให้เสร็จตามเวลา แต่ต้องทำงานเพื่อก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อย่างน้อยเพื่อเป็นตัวช่วยไม่ให้งาน คสช.เสียของ!