คอลัมนิสต์

ต้องลบคำว่า'เสือกระดาษ'ออกจากสคบ.

ต้องลบคำว่า'เสือกระดาษ'ออกจากสคบ.

15 ม.ค. 2558

อำพล วงศ์ศิริ : ต้องลบคำว่า'เสือกระดาษ'ออกจากสคบ. : กระดานความคิด โดยวิศิษฏ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์

               นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการ สคบ. ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับปรุงระบบงาน สคบ. ในช่วงที่ผ่านมาว่า ที่ผ่านมา สคบ.ทำงานตั้งรับมาก โดยให้ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเข้ามาร้องเรียน จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

               เขาบอกว่า ปีหนึ่งมีเรื่องร้องเรียนเข้า สคบ. 8,000-10,000 เรื่อง แต่จากเรื่องร้องเรียนเหล่านี้พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ร้องอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และเป็นคนระดับกลาง มีการศึกษา ฐานะปานกลางขึ้นไป แต่ระดับล่าง ระดับรากหญ้าตามภูมิภาคมีการร้องเรียนน้อย ทำให้เห็นว่าการทำงานของ สคบ.ยังไม่ทั่วถึง

               ด้วยเหตุนี้จึงปรับปรุงระบบรับเรื่องร้องเรียนโดยให้ไปร้องเรียนผ่าน "ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด" กระทรวงมหาดไทย ปรากฏว่า ปีหนึ่งมีร้องเรียนน้อยมาก 20-50 เรื่อง ไม่ถึง 100 เรื่อง แต่ในความเป็นจริงในพื้นที่มีประชาชนเดือดร้อนอยู่เป็นจำนวนมาก

               "สอบถามประชาชนระดับรากหญ้าเขาถูกเอาเปรียบ ไม่ได้รับความเป็นธรรมเป็นจำนวนมาก แต่ไม่รู้ว่าจะไปร้องเรียนที่ไหน เพราะว่าไปร้องจังหวัดก็โบ้ยไปมา ส่วนศูนย์ดำรงธรรมก็มีเจ้าหน้าที่อยู่คนเดียว ถ้าอยู่ก็ได้ร้องเรียน แต่ถ้าไม่อยู่ก็ไม่ได้รับเรื่อง หลังๆ ประชาชนเบื่อ ร้องเรียนไปก็ไม่ได้ ไม่เกิดประโยชน์"

               เลขาฯ สคบ. ระบุว่า เห็นได้ชัดว่าระบบการร้องเรียนที่มีอยู่ประชาชนยังเข้าไปถึง เราต้องปรับปรุงแก้ไขตรงนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ จะทำอย่างไรให้ประชาชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบเข้าถึงการคุ้มครองผู้บริโภคจากภาครัฐ แต่จะให้มานั่งเขียนก็ลำบาก จึงเป็นที่มาการแก้ปัญหาในภาคปฏิบัติและระดับนโยบาย ภายใต้สโลแกน "เข้าใจ เข้าถึง พึ่งได้"

               นายอำพล บอกว่า ในภาคปฏิบัติในพื้นที่ได้ทำบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) 3 หน่วยงาน คือ ศูนย์ดำรงธรรม สำนักงานยุติธรรมจังหวัด กระทรวงยุติธรรม และ สคบ. บูรณาการการทำงานคุ้มครองผู้บริโภคระดับจังหวัด โดย สคบ.จะจัดเจ้าหน้าที่ลงไปประจำจังหวัด จังหวัดละ 2 คน

               การทำหน้าที่ในศูนย์ฯ จะเหมือนกับส่วนกลาง คือ เรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียน แล้วก็ให้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยที่จังหวัด ไม่ต้องส่งมาส่วนกลาง หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จก็ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยระดับจังหวัดพิจารณาตามขั้นตอน โดยระยะเวลาของกระบวนการไกล่เกลี่ยทั้งหมดนั้นไม่ควรเกิน 70 วัน

               "ขณะนี้กำลังฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่จะไปปฏิบัติงานตามศูนย์ต่างๆ ส่วนเครื่องไม้เครื่องมือก็เตรียมจัดหามาสนับสนุนแล้ว เรียกว่าในภาคปฏิบัติขณะนี้เราค่อนข้างพร้อม"

               เขาบอกอีกว่า แล้วจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงการคุ้มครองผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น เราจึงสร้างแอพพลิเคชั่นรับเรื่องร้องเรียนให้แก่ประชาชน ผ่านสมาร์ทโฟน ตอนนนี้โปรแกรมเสร็จแล้ว แต่ที่กำลังดำเนินการต่อไปคือการทำ "ฐานข้อมูล" ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

               สำหรับการปรับปรุงระบบงานในระดับนโยบาย นายอำพล บอกว่า สคบ.ได้เสนอ "แผนแม่บทคุ้มครองผู้บริโภค" โดยปรับปรุงขึ้นใหม่ โดยจะจัดตั้ง "ศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติ" มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน ส่วน สคบ.เป็นฝ่ายเลขานุการ

               เขาอธิบายว่า ศูนย์แห่งนี้มี 2 บทบาทหลัก คือ 1.แก้ปัญหางานคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งทุกวันนี้กระจายอยู่ตามกระทรวงและกรมต่างๆ ราว 10 กระทรวง 20 กรม เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ตำรวจ เป็นต้น ซึ่งปรากฏว่าแต่ละหน่วยต่างคนต่างทำ มีกฎหมายตัวเอง และเมื่อร้องเรียนก็ไปร้องเรียนทั้งสองทางคือหน่วยงานที่รับผิดชอบและสคบ. จึงถึงเวลาที่เราต้องมาบูรณาการกันแล้ว

               บทบาทต่อมา คือ การแก้กฎหมายที่ซ้ำซ้อนกัน แต่ละหน่วยงานต่างมีกฎหมายของตัวเอง ทับซ้อนกัน ไม่ไปด้วยกัน แย้งกันเอง หรือบทลงโทษด้อยไป ซึ่งมีประมาณ 30 ฉบับที่จะต้องสังคายนา โดยนำมากางแล้วนั่งคุยกัน

               "การบูรณาการที่จะเกิดขึ้นทำให้ สคบ.มีแขนขา โดยไม่ต้องไปสร้างองค์กรเพิ่ม ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม"

               นอกจากนี้ยังตั้ง "ศูนย์ข้อมูลผู้บริโภค" เพื่อบูรณาการข้อมูลทุกด้านที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคให้ส่งตรงมาที่ศูนย์นี้เพื่อแบ่งปันกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำลังพัฒนาส่วนนี้ให้เสร็จภายในปี 2558

               อีกทั้งยังเสนอตั้ง "กองทุนเยียวยาผู้บริโภค" เพื่อเยียวยาค่าเสียหายให้ประชาชน เป็นการบรรเทาความเดือดร้อน เมื่อคดีพิจารณาเสร็จหากได้รับการชดเชยก็นำมาเงินมาคืนกองทุน

               นายอำพล ระบุว่า ขณะนี้แผนแม่บทคุ้มครองผู้บริโภคได้เสนอเข้าสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา กำลังรอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาได้ภายในเดือนมกราคมนี้

               "ที่ปรับปรุงแบบยกเครื่องเพราะต้องการลบคำว่า "เสือกระดาษ" ออกจาก สคบ. สิบกว่าปีของ สคบ.ไม่ไปถึงไหน ต่อไปนี้ต้องทำเพื่อลบคำสบประมาทออกไป เราดูกฎหมาย 2-3 ฉบับ ต้องเป็นตัวจริงให้ได้ บังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด ไม่ใช่มีดาบเหมือนเสือ แต่ทำตัวเป็นแมว ต้องปรับกระบวนทัศน์ วิธีการทำงานของเรา"

               ทั้งหมดนี้คือการขับเคลื่อนงานคุ้มครองผู้บริโภคในยุคของ นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการ สคบ. ส่วนจะถึงเป้าหมาย "เข้าใจ เข้าถึง พึ่งได้" อย่างที่วาดหวังไว้หรือไม่นั้น "ผลงาน" เท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์