คอลัมนิสต์

สงคราม'คนบ้านเดียวกัน'

สงคราม'คนบ้านเดียวกัน'

15 ม.ค. 2558

สงคราม'คนบ้านเดียวกัน' : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

               ก่อนถึง "วันครู" มีน้องชายส่งภาพ "อนุสาวรีย์ครูบ้านนอก" มาทางกล่องข้อความ โดยที่ตั้งของอนุสาวรีย์นั้นอยู่ที่หน้าโรงเรียนชุมชนบ้านนาไร่ใหญ่ อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ

               ในแผ่นป้ายใต้ฐานอนุสาวรีย์มีข้อความว่า "อนุสาวรีย์แห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อสดุดีวีรบุรุษที่กล้าหาญเสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ ช่วยทางราชการขัดขวางการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ จึงถูกลอบสังหารจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2509 ขณะที่เดินทางไปโรงเรียน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ เป็นครูที่มีความเมตตา หวังดีต่อศิษย์ เป็นผู้นำชุมชน...

               "ด้วยวีรกรรมอันกล้าหาญสละชีวิตเป็นชาติพลี จึงได้รับการยกย่องสรรเสริญจากชาวบ้านและทางราชการ ได้ร่วมกันสร้างอนุสาวรีย์ให้แก่ "นายเสร็จ สาริบุตร" ครูใหญ่โรงเรียนบ้านนาไร่ใหญ่ เพื่อเป็นอนุสรณ์ไว้ที่หน้าโรงเรียนแห่งนี้..."

               ผมไม่แน่ใจว่า นี่จะเป็นอนุสาวรีย์ครูบ้านนอกแห่งแรกของเมืองไทยหรือเปล่า?

               ถ้ายังจำได้ ผมเขียนถึงบ้านนาไร่ใหญ่ในคอลัมน์นี้เมื่อกลางปีที่แล้ว ว่าด้วยเรื่อง "ชายแปลกหน้าของหมู่บ้าน"

               ราวปี 2490 มีชายแปลกหน้าขี่ม้าเข้ามาที่ "คุ้มนาหลัก" ซึ่งอยู่ด้านตะวันตกของบ้านนาไร่ใหญ่ หรือเรียกว่า "บ้านน้อย" อันเป็นชุมชนของผู้มีฐานะยากจนที่สุดของหมู่บ้าน

               ชายแปลกหน้ามีอาชีพช่างไม้ ไม่มีใครรู้ประวัติเขามากนัก และชายคนนั้นก็ปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมบ้านนาไร่ใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว

               กลางวันชายแปลกหน้าจะเป็นช่างไม้ รับจ้างทำงานทั่วไป ตกกลางคืน เขาจะนำหนังสือพิมพ์มหาชน มาอ่านให้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งฟัง ซึ่งเป็นการล้อมวงคุยกันในยามค่ำคืน

               ปี 2504 มีพ่อบ้านในคุ้มนาหลักหลายสิบคนหายไปจากหมู่บ้าน ตามมาด้วยเสียงซุบซิบของคนในหมู่บ้านใหญ่ว่า คุ้มนาหลักเป็น "คุ้มคอมมิวนิสต์"

               ในเวลานั้น รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์รู้ดีว่า มติการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ครั้งที่ 2 มีนโยบายขยายงานเข้าสู่ชนบท ด้วยการส่งผู้ปฏิบัติงานของพรรคลงสู่ชนบททั่วประเทศ โดยอำพรางรูปการจัดตั้งในนาม "องค์การไทยกู้ชาติ" (ทกช.) และเวลาต่อมา ได้เปลี่ยนเป็น "องค์การชาวนากู้ชาติ" (นกช.) จึงส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารเข้ามากวาดล้างจับกุมชาวบ้านที่เข้าข่ายเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ฯ โดยพุ่งเป้าไปที่หมู่บ้านริมถนนชยางกูร ตั้งแต่ อ.เลิงนกทา (สมัยนั้นยังขึ้นต่อ จ.อุบลราชธานี) จนถึง อ.อำนาจเจริญ (ยังไม่ได้แยกเป็น จ.อำนาจเจริญ)

               ปี 2506 มีชาวบ้านนาไร่ใหญ่ที่เป็นสมาชิก นกช. ถูกตำรวจจับตัวไปสอบสวนหลายคน และผู้นำพรรคในภาคอีสานได้เสนอให้ผู้ที่ "แดง" แล้วอยู่บ้านไม่ได้ ให้เตรียมตัวเข้าป่า

               ปี 2508 จากการใช้มาตรการทางทหารของฝ่ายรัฐบาล ทำให้ชาวบ้านส่วนหนึ่งหนีเข้าป่ามากขึ้น จนต้องมีการจัดรูปขบวนใหม่ในลักษณะกองจรยุทธ์ ที่พัฒนามาเป็นกองทัพปลดแอกประชาชนไทยในภายหลัง

               กองทหารปลดแอก รุ่นแรกๆ ก่อตั้งหน่วยที่บุ่งมะเห ภูกะเสด ต.โพนทอง อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบัน อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ) มีมีดพร้า ปืนแก๊ป ปืนสั้นเป็นอาวุธประจำกาย

               ที่บ้านนาไร่ใหญ่ เมื่อครูเสร็จ สาริบุตร ถูกลอบสังหาร ทหารและฝ่ายปกครองจึงใช้แผน "แยกปลาออกจากน้ำ" โดยอพยพลูกเมียของผู้ที่เข้าร่วมกับ "กองทหารปลดแอก" ออกจากคุ้มนาหลัก เดินทางโดยรถยนต์ และรถไฟไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่นิคมควนกาหลง อ.ควนกาหลง จ.สตูล

               "ขบวนรถไฟ มุ่งหน้าไปสู่ควนกาหลง ผ่านดินป่าเขาแดนดง ถึงริมฝั่งทะเลสีคราม..."

               ท่อนหนึ่งของบทเพลง "ควนกาหลง" ที่บันทึกไว้โดยศิลปิน ป.4 ชาวนาไร่ใหญ่ ชื่อ "เพลิง นาหลัก" อันสะท้อนภาพชีวิตคนอีสานหลายร้อยคน ที่ถูกกวาดต้อนจากอำนาจเจริญไปถึงดินแดนด้ามขวาน และเมื่อผ่านไปสองปี พวกเขากลับจากสตูล เพลิงพร้อมกับคนหนุ่มสาวในคุ้มนาหลัก ได้ตัดสินใจเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตป่าเขาทันที

               ระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่กลางภูผาพนาไพร "เพลิง นาหลัก" ได้แต่งเพลงไว้มากมาย เช่น บ้านเกิดเมืองนอน, ลมหนาวดาวเหนือ, ทหารลำเลียง, เพื่อพรรคเพื่อมวลประชา, จากท้องนา ฯลฯ

               ส่วนชายแปลกหน้าแห่งบ้านนาไร่ใหญ่ ก็ปรากฏตัวที่ "ฐานที่มั่นภูพาน" ในนาม "สหายสยาม" หนึ่งในองค์การนำอีสานเหนือ และรับผิดชอบฝ่ายทหาร

               วันนี้ บ้านนาไร่ใหญ่เปลี่ยนแปลงเป็น "สังคมเมือง" ชุมชนขยายตัวออกจนถึงถนนชยางกูร สิ่งที่ยังตกค้างจาก "สงครามเย็น" ในอดีตคือ "เงินคนป่า" หัวละสองแสนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จ่ายให้ และอนุสาวรีย์ครูใหญ่เสร็จ ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าโรงเรียน

               เรื่องเล่าสงครามคนบ้านเดียวกัน ก็เป็นตำนานที่ถูกพูดถึงกันมาก ในช่วงที่มีการตามล่าหาฝันกับ "เงินค่าหัวคนป่า" เมื่อสองปีก่อน