คอลัมนิสต์

บทเรียนจากการเลือกตั้งศรีลังกา

บทเรียนจากการเลือกตั้งศรีลังกา

13 ม.ค. 2558

บทเรียนจากการเลือกตั้งศรีลังกา : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

              ไม่น่าเชื่อที่ประธานาธิบดีคนร้ายของศรีลังการาชาปักษาจะยอมรับอย่างหน้าตาเฉยหลังจากมีการประกาศผลการเลือกตั้งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์การเมืองในเกาะแห่งนี้ดีขึ้นทันทีตั้งแต่นี้ต่อไป ผลการเลือกตั้งจะมีการกล่าวขวัญถึงละใช้เป็นตัวอย่างของการพัฒนาประชาธิปไตยในเอเชีย

              แน่นอน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นอย่างไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน หลังจากการเลือกตั้งประมาณหกชั่วโมง พอจะรู้ผลอย่างไม่เป็นทางการ อดีตประธานาธิบดียอมรับว่าพ่ายแพ้ และแสดงความยินดีต่อผู้นำฝ่ายค้านคือไมตรีพลา สิริเสนาทันที

              ประเด็นคือเบื้องหลังที่ทำให้ผู้นำเผด็จการคนนี้ยอมเล่นเกมเลือกตั้ง เพื่อนๆ นักข่าวชาวศรีลังกาของผู้เขียนเล่าให้ฟังว่า ก่อนการเลือกตั้ง ราชาปักษาเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ครั้งนี้เขาอาจจะพ่ายแพ้การเลือกตั้ง เพราะประชาชนเริ่มเบื่อกับความทะเยอทะยานที่จะเป็นประธานาธิบดีต่อเป็นวาระที่สาม

              เป็นที่รู้กัน ได้มีการเจรจาระหว่างพรรครัฐบาลกับฝ่ายค้านถึงการถอนตัวของราชาปักษาหลังเลือกตั้งในกรณีที่แพ้เลือกตั้ง โดยมีการให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่มีการทำอันตรายต่อครอบครัวอดีตประธานาธิบดี หรือมีการฟ้องร้องผู้นำในฐานะคอร์รัปชั่น

              ขณะนี้ มีแต่ราชาปักษาและพี่ชายที่ยังอยู่ในศรีลังกา ส่วนครอบครัวคนอื่นๆ ที่ออกจากศรีลังกาเรียบร้อยแล้ว มีการขนเอาทรัพย์สินออกนอกประเทศ โดยเฉพาะรถยนต์ทั้งโบราณและทันสมัยเกือบสิบคันไปยังเกาะมัลดีฟส์

              ผู้เขียนเคยนั่งรับประทานข้าวเย็นกับราชาปักษาในปี 2005 ที่เมืองหลวงโคลัมโบ ตอนนั้นผู้เขียนเป็นที่ปรึกษาด้านสื่อมวลชนของผู้อำนวยการยูเนสโก รู้สึกว่าไม่ถูกเส้นกันเลย เพราะเป็นผู้นำถือตัวและคิดว่าตัวเองได้ทำบุญคุณไว้มาก

              ก่อนหน้านี้ ได้รับเครดิตในการปราบปรามขบวนการพยัคฆ์ทมิฬแบบราบคาบ พร้อมกับได้คร่าชีวิตชาวบ้านอย่างน้อยๆ อีกสี่หมื่นคนที่ติดอยู่ในพื้นที่ควบคุมโดยกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ ประเด็นนี้จะกลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งหนึ่งในอนาคต ต้องมีการรื้อฟื้นการสืบสวนอีกครั้งหนึ่งแน่นอน เพื่อนำตัวผู้นำคนนี้ไปพิพากษาที่ศาลโลกในฐานะที่ได้ฆ่าประชาชนตาดำๆ เป็นจำนวนมาก

              ในบ้านเรามีนักวิชาการเคยวิเคราะห์ไว้ว่า ถ้าการเมืองไทยไม่มีปฏิวัติอย่างที่ได้ประสบมาในปี 2006 และปี 2014 การเมืองไทยจะมีระบบที่เข้มแข็งขึ้น เผด็จการคนใดก็ตามอาจจะพบจุดจบแบบผู้นำศรีลังกา

              ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก่อนการเลือกตั้ง ราชาปักษาได้ใช้มาตรการเด็ดขาดจัดการกับฝ่ายค้านรวมทั้งสื่อมวลชนอย่างไร้ความปรานี ไม่เคยมีใครคิดว่าจะมีวันนี้

              ตั้งแต่นี้ต่อไป ศรีลังกาจะกลับมาสู่เวทีการเมืองระดับโลกอีกครั้ง เพราะมีการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น เหมือนกับการเปลี่ยนผ่านในอินโดนีเซียในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ที่ผ่านมาประชาคมโลกไม่อยากเข้าหาศรีลังกา

              ประเทศที่ใกล้ชิดกับศรีลังกาดูเหมือนจะมีจีนเป็นหลัก จีนได้ญาติดีกับรัฐบาลราชาปักษาพร้อมกับให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยพัฒนาเกาะนี้ โดยเฉพาะข้อตกลงโครงสร้างทางด้านคมนาคมและไอทีในอนาคต

              การทูตศรีลังกามีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน สัมพันธ์กับมหาอำนาจจะมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ส่วนสัมพันธ์อาเซียนจะเพิ่มดีขึ้น คงจำกันได้ว่าศรีลังกาต้องการเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียนเมื่อปี 1967

              รัฐบาลใหม่ศรีลังกาต้องเผชิญกับสิ่งท้าทายมากมายที่นำพาประเทศเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง แน่นอน โครงการยักษ์ใหญ่หรือแผนการณ์ต่างอาจจะมีการเลิกล้ม รื้อฟื้น เจรจาใหม่

              ต้องติดตามดูต่อไป ประธานาธิบดีคนใหม่ศรีเสนา ตั้งใจนำระบอบการเมืองแบบรัฐสภากลับมา เพื่อลดอำนาจประธานาธิบดีที่ได้ใช้อำนาจสูงสุดและสร้างบริบทการเมืองใหม่ในศรีลังกา