คอลัมนิสต์

ปัญหาช้างกับคน

ปัญหาช้างกับคน

13 ม.ค. 2558

ปัญหาช้างกับคน : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 13 มกราคม 2558

              เรื่องราวของช้างกับคนไทยดูเหมือนจะกลายเป็นปัญหาระดับมหากาพย์ที่แก้ไม่ตกไปเสียแล้ว เพราะในแต่ละปี มีข่าวคราวเกี่ยวกับช้างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นช้างได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด การลักลอบฆ่าและตัดงาช้าง ช้างเร่ร่อนในเมืองที่ก่อปัญหาขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยของช้างและผู้ขับขี่ยานพาหนะ และที่ค่อนข้างจะวิกฤติก็คือ ปัญหาพื้นที่หากินของช้างป่าซึ่งลดน้อยลงเพราะการบุกรุกทำลายป่าที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ชาวบ้านในเขตรอยต่อกับป่า ไม่มีทางเลือกอื่น พวกเขาจำใจต้องใช้วิธีการทำอันตรายช้างเพื่อรักษาผลผลิตที่มักถูกโขลงช้างบุกรุกทำลายเพราะความอดอยากหิวโหยเอาไว้ อย่างเหตุการณ์เมื่อประมาณ 2 ปีก่อนที่ช้างป่าถูกไฟฟ้าช็อตตาย ก็มาจากปัญหาความอยู่รอดของคนกับช้างนั่นเอง

              เหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อบ่ายวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ยังสะท้อนให้เห็นอีกมิติหนึ่งของปัญหาช้างป่ากับคน เมื่อช้างป่าเพศผู้ตัวหนึ่งอายุประมาณ 8 ปี ออกมาหากินริมถนนข้างทางด่านช้าง บนถนนสาย 3077 (ปราจีนบุรี-เขาใหญ่) กม.30 ต.ปากพลี อ.ปากพลี จ.นครนายก บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่มรดกโลก ขณะหนึ่งนั้น ช้างได้ไปหยอกล้อกับรถ และทำให้รถเก๋งของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวเขาใหญ่ในช่วงวันหยุดจนรถยนต์ได้รับความเสียหาย ขณะที่ผู้ที่โดยสารมากับรถนั้นตกอยู่ในอาการอกสั่นขวัญแขวน เพราะช้างได้ขึ้นนั่งทับหน้ากระโปรงรถ จนรถยุบกระจกแตกร้าว แต่ก็ยังถือว่า เคราะห์ดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่เหตุการณ์นี้ก็เป็นข่าวใหญ่ และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
  
              อย่างไรก็ตาม มีคำอธิบายจากนายสัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่เฝ้าติดตามช้างป่าว่า ช้างเพศผู้ตัวนี้เป็นตัวเดียวกับตัวที่เคยเป็นข่าวเมื่อต้นปี โดยปกตินั้นช้างจะอยู่กันเป็นโขลงใหญ่หรือฝูงใหญ่ มีพฤติกรรมคือ เมื่อแม่ช้างตกลูกออกมาแล้ว เมื่อเติบโตขึ้นมาจนพร้อมที่จะสืบพันธุ์ ก็จะถูกขับออกจากฝูง เพื่อไม่ให้เกิดการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน แต่เมื่อช้างโทนตัวนี้ ยังไม่ได้เข้าฝูงใหม่ จึงอาศัยหากินอยู่เพียงตัวเดียว ยิ่งเข้าช่วงผสมพันธุ์ก็เกิดภาวะเครียด บวกกับเมื่อเจอรถ เจอคนความเครียดก็เพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้าอยู่ในช่วงติดสัดด้วยแล้วก็จะยิ่งเครียดขึ้นอีก โดยสรุปก็คือเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นเรื่องอุบัติเหตุอันเป็นผลมาจากธรรมชาติมากกว่า ทางที่ดีคือผู้สัญจรหรือนักท่องเที่ยวควรจะศึกษาวิธีการปฏิบัติเมื่อเจอช้างหรือหลบเลี่ยงให้มากที่สุด

              แต่ถึงกระนั้น กรณีที่ช้างลงมาเดินบนถนน จนเป็นอันตรายต่อทั้งช้างเองและผู้ขับขี่ยวดยานที่ผ่านไปแถวนั้นก็น่าจะมีวิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นอีกได้ โดยต้องเลือกว่า เราจะจำกัดขอบเขตของสัตว์หรือว่าของคน เพื่อไม่ให้มีโอกาสมาเจอกันแบบซึ่งหน้าและต้องแก้ไขสถานการณ์กันด้วยสัญชาตญาณของทั้งสองฝ่าย ขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปในเวลาเดียวกันก็คือ นอกจากการออกจากโขลงตามธรรมชาติแล้ว สภาพความสมบูรณ์ของป่า และแหล่งน้ำและอาหารช้างก็จะต้องเอื้ออำนวยให้ช้างสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตามธรรมชาติ การศึกษาวิจัยโดยละเอียดรอบด้านจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเศร้ากรณีช้างกับคนในพื้นที่เกษตรกรรมถึงขั้นรบราฆ่าฟันกันในที่สุด