คอลัมนิสต์

ปรองดองต้องทุกกลุ่ม

ปรองดองต้องทุกกลุ่ม

12 ม.ค. 2558

ปรองดองต้องทุกกลุ่ม : บทบรรณาธิการวันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2558

              พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ รองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้แยกแยะสภาพปัญหาทางการเมืองหลังการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เอาไว้ 4 กลุ่มด้วยกัน คือ 1.กลุ่มที่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ และต้องการมีส่วนร่วมในการปฏิรูป 2.กลุ่มที่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ และต้องการให้ประชาชนร่วมในการปฏิรูป 3.กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ และต้องการปฏิรูปโดยประชาชน โดยไม่มีทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง และ 4.กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ และไม่ต้องการร่วมในการปฏิรูป ซึ่งจากการติดตามพบว่าประชาชนในกลุ่มแรกถูกดึงเข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปและมีส่วนร่วมมากที่สุด แต่ 3 กลุ่มที่เหลือไม่มีคณะทำงานใดให้ความสำคัญเท่าที่ควร ดังนั้นแนวทางการสร้างความปรองดองต้องเน้น 3 กลุ่มหลังให้มาก โดยจะเปิดเวทีให้แกนนำระดับบนของคู่ขัดแย้ง เช่น หัวหน้าพรรคการเมือง แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ร่วมหารือพร้อมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
    
               ข้อเท็จจริงตามที่พล.อ.เอกชัย ซึ่งนับเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความขัดแย้งแยกแยะไว้ดังกล่าวนั้น ถ้าหากจะถือเอาเป็นแผนที่นำทางไปสู่การปฏิรูปก็น่าจะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องยอมรับว่า การสร้างความปรองดองสมานฉันท์นั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่ได้รับฉันทานุมัติของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเสียงข้างมากเหมือนกับการลงคะแนนเสียงหรือการทำประชามติเท่านั้น กรณีเช่นนี้จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่จะทำให้สำเร็จได้ค่อนข้างยากและต้องใช้เวลานาน ซึ่งถ้ายึดเอาข้อเท็จจริงดังกล่าวที่ว่า คณะทำงานให้ความสำคัญเฉพาะกับกลุ่มแรกคือ กลุ่มที่เห็นด้วยกับการปฏิวัติและต้องการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปเพียงกลุ่มเดียว ก็คล้ายกับว่า สปช.นั่นเองที่กระทำตนเป็นฝักฝ่าย ยังคงมีพวกเขา พวกเรา และที่น่าเป็นห่วงก็คือ คนกลุ่มแรกเป็นเพียง 1 ใน 4 ของคนทั้งหมด แม้ไม่อาจหาตัวเลขยืนยัน แต่ก็พอคาดการณ์ได้ว่า ไม่น่าจะเป็นเสียงส่วนใหญ่  นั่นก็เท่ากับว่า การสร้างความปรองดองล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้นทำงานกันเสียแล้ว
    
               มีความจริงข้อหนึ่งที่ดำรงอยู่และไม่อาจจะแก้ไขได้เพียงชั่วข้ามคืนก็คือ ความแตกแยกของคนในชาติอันเนื่องมาจากปัญหาทางการเมือง อันเป็นผลมาจากแนวคิดการเรียกคะแนนนิยม นับตั้งแต่การซื้อเสียงเลือกตั้ง มาจนถึงนโยบายประชานิยมและการการทุจริตเชิงนโยบาย ล้วนแต่เป็นรากเหง้าของการสร้างระบบอุปถัมภ์ที่ทำลายล้างจิตสำนึก และจริยธรรมของคนในชาติในห้วงระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา กระทั่งระบบการเลือกตั้งถูกปฏิเสธว่า ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของระบอบประชาธิปไตย เช่นนี้แล้ว คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง และสปช.ก็จะต้องเห็นตัวตนของกลุ่มคนอีก 3 กลุ่มที่เหลือ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ และไม่ต้องการเข้าร่วมปฏิรูปนั้นจะต้องจับเข่าพูดคุยทำความเข้าใจกันให้ได้
    
               ขณะเดียวกัน คู่ขัดแย้ง "ระดับบน" อย่างเช่น หัวหน้าพรรคการเมือง แกนนำมวลชน จะต้องรู้จักลดราวาศอก เพื่อร่วมกันแผ้วถางทางสู่ความปรองดอง และสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนให้แก่คนในชาติ เพราะถ้าหากแต่ละฝ่ายยังยึดเอาผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเป็นที่ตั้ง ปัญหาก็จะไม่จบ บางฝ่ายที่แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เอารัฐประหารนั้น ก็จะกลายเป็นพวกปากว่าตาขยิบ เพราะพฤติกรรมยืนกระต่ายขาเดียวกันนั้นเอง ที่เป็นเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารเหมือนเมื่อครั้งการเจรจาระหว่างวันที่ 21-22 พฤษภาคม ปีที่แล้ว ที่ล้มเหลวลงโดยสิ้นเชิง เพราะการมุ่งเอาชนะคะคานกันเสียมากกว่า จะยอมถอยหรือยอมเสียสละเพื่อให้ความสงบสุข และฟางเส้นสุดท้ายให้พล.อ.ประยุทธ์ เข้ายึดอำนาจ