
'บิ๊กตู่'รับโหมดเดินหน้าลุยงานเศรษฐกิจเอง
'บิ๊กตู่'รับโหมดเดินหน้าลุยงานเศรษฐกิจเอง : ขยายปมร้อน จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง
ในยุครัฐบาลของ “นายกฯ ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีทุกวันอังคารตามปกติเหมือนทุกรัฐบาลที่ผ่านมา พบว่าวาระของหน่วยงานที่มีสัดส่วนเสนอเข้ามาให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบ และอนุมัติ ส่วนใหญ่เป็นวาระที่เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจมากกว่าวาระด้านสังคมและด้านการเมือง
เมื่อวันอังคารที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุม ครม.ครั้งแรกของปี 2558 วาระประชุม ครม.ส่วนใหญ่ก็ยังเน้นน้ำหนักไปทางเศรษฐกิจเช่นเคย แต่ที่น่าสนใจนอกเหนือวาระที่หน่วยงานเสนอเข้ามา คือ “ข้อสั่งการ” ของนายกรัฐมนตรี ที่เปิดเผยโดย “พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด" รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ปรารภในที่ประชุม ครม.ตอนหนึ่งถึง “ปัญหาราคาสินค้าในประเทศ” ว่า
"ท่านนายกฯ ได้ติดตามข้อมูลและมีการร้องเรียนมาตามช่องทางพบว่ามีสินค้าบางรายการ โดยเฉพาะเครื่องอุปโภคและบริโภค อาหารการกินบางรายการ มีราคาสูงกว่าที่น่าจะเป็น ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งการและมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ในการไปติดตามและออกกฎกติกาดูแลไม่ให้ราคาสินค้าสูงกว่าที่จะเป็นโดยแนวทางที่ พล.อ.ประยุทธ์สั่งให้ 2 กระทรวงไปดูแลเรื่องราคาสินค้านั้น ให้ยึดหลักการของ “ราคาน้ำมัน” เป็นหลัก เพราะรัฐบาลได้ปรับลดราคาน้ำมันลงแล้วหลายครั้ง จึงต้องไปดูว่าราคาของสินค้าชนิดไหนเกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันอย่างไร และราคาควรจะลดลงเป็นเท่าไร
เชื่อว่าข้อสั่งการนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะได้รับความสนใจไม่น้อย เพราะยังไงเสียถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินในกระเป๋าตังค์ที่ต้องควักจ่ายเป็นค่าครองชีพต้องหูผึ่งเฝ้ารอและเร่งจะให้ลดราคาสินค้าโดยเร็ว
นอกจากนี้ ในวันจันทร์ที่ 12 มกราคม เวลาประมาณบ่ายสองโมง “พล.อ.ประยุทธ์” จะลุยงานด้านเศรษฐกิจเต็มสูบด้วยตัวเองอีกครั้ง ด้วยการเปิด “บ้านเกษะโกมล” แต่ครั้งนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ” ที่ร่อนจดหมายเชิญตัวแทนองค์กร บริษัทภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ประมาณ 20 คน มานั่งพูดคุยหารือสารพัดเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอในการดำเนินธุรกิจการนำเข้า ส่งออก ราคาสินค้า เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปข้างหน้า และรวมไปถึงจะรับฟังผลกระทบจากกรณีกลุ่มสหภาพยุโรปหรือ (อียู) ตัดสิทธิพิเศษภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือจีเอสพี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 อันเนื่องมาจากธนาคารโลก ได้จัดอันดับไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ติดต่อกันมากกว่า 3 ปี ตั้งแต่ปี 2554-2556 จนเป็นเหตุผลที่เข้าเงื่อนไขในการทำโดนตัดสิทธิ์จีเอสพี
ตัวแทนภาคเอกชนและภาคธุรกิจประมาณ 20 คน ที่ถูกเชิญมาประกอบด้วย ตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สมาคมธนาคารไทย สภาธุรกิจตลาดทุน สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย
ดังนั้น ในช่วงนี้และหลังจากนี้ต้องจับตาและติดตามบทบาทของพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะในฐานะ “นายกรัฐมนตรี” หรือฐานะ “หัวหน้า คสช.” จะได้เห็นการ “ปรับโหมด” การทำงานของตัวเอง จากที่ดูเหมือนภาพลักษณ์จะหนักในเชิงการเมือง ก็จะเปลี่ยนไปให้น้ำหนักในเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะบางเรื่องในเชิงเศรษฐกิจทีมงานยังทำไม่ทันใจ และเพื่อปรับภาพลักษณ์ช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น



