คอลัมนิสต์

สร้างความชอบธรรมผู้บริโภค

สร้างความชอบธรรมผู้บริโภค

08 ม.ค. 2558

สร้างความชอบธรรมผู้บริโภค : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 8 ม.ค.2558

                กรณีสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. เห็นชอบด้วยคะแนน 211 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง และงดออกเสียง 7 เสียง ในเรื่องผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ที่เสนอให้เปลี่ยนวิธีคิดค่าบริการโทรศัพท์มือถือเป็นวินาทีตามที่ใช้จริงจากปัจจุบันที่ค่ายมือถือคิดค่าบริการเป็นนาทีและเศษวินาทีปัดเป็นนาที เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคไม่เอารัดเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป ถือว่าเป็นสิ่งที่ สปช.กำลังขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงจากที่การเมืองภาคปกติไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ ทั้งที่มีการเรียกร้องกันมาหลายปีแล้วก็ตาม ด้วยการยกเหตุผลเรื่องขั้นตอนปฏิบัติตลอดจนข้อกฎหมาย จนทำให้ประชาชนรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบและภาครัฐไม่สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาช่วยเหลืออย่างไรได้เลย

                ขณะเดียวกัน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้เรียกเอกชนผู้ให้บริการมือถือเข้าหารือถึงเรื่องดังกล่าวด้วย เพื่อออกมาตรการบังคับใช้การคิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาที จากนั้นจะนำข้อสรุปที่ได้ไปเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ และคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วข้อเท็จจริงคือ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 2553 ได้กำหนดห้ามผู้ประกอบการเอาเปรียบผู้บริโภคและค้ากำไรเกินควร และกสทช.มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ โครงสร้างอัตราค่าบริการให้เป็นธรรม เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แต่ กสทช.ก็ยังไม่มีหลักเกณฑ์การกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมต้องคิดค่าบริการตามระยะเวลา ส่งผลให้เกิดช่องว่างที่ประชาชนจำต้องยอมรับสภาพไป

                ล่าสุด กสทช.ได้หารือบริษัทให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 ราย หลังจาก สปช.เห็นชอบรายงานศึกษาเสนอกำหนดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามระยะเวลาการใช้งานเป็นจริงคิดเป็นวินาที โดยที่ประชุม กสทช.และค่ายมือถือเอกชนมีมติให้เอกชนไปออกโปรโมชั่นคิดค่าโทรเป็นวินาทีแก่ลูกค้าภายในวันที่ 1 มีนาคม 2558 แต่ที่ควรเป็นข้อสังเกตต่อไปคือ กรณีที่อ้างว่าการเปลี่ยนโครงสร้างการคิดค่าโทรเป็นวินาทีแบบทั้งระบบ ต้องใช้เวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี และการที่แต่ละค่ายมือถือจะไปประเมินความต้องการของประชาชนจากการเปลี่ยนโปรโมชั่นใหม่นี้ จึงเกิดคำถามว่า ทำไมไม่ปรับเปลี่ยนทั้งระบบมาสร้างทางเลือกเพื่อสิ่งใด หรือเพราะเหตุผลที่ว่า รายได้ของค่ายมือถือจะลดลงจากปัจจุบันปีละ 4-5 หมื่นล้านบาท จึงต้องจับตากันว่า สุดท้ายจะเปลี่ยนทั้งระบบได้จริงหรือไม่

                นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่ควรพิจารณาและให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะประสิทธิภาพการให้บริการของค่ายมือถือเอกชน ซึ่งมีข้อร้องเรียนไปยังสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคจำนวนมาก ทั้งเรื่องโทรสายหลุดบ่อย การคิดค่าบริการอินเทอร์เน็ตที่แพงเกินจริง รวมทั้งการโฆษณาให้บริการอินเทอร์เน็ตที่เข้าข่ายหลอกลวง ซึ่งเรื่องเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถือว่าเป็นพฤติกรรมเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคที่หน่วยงานอิสระและภาครัฐต้องใส่ใจมีการตรวจสอบสม่ำเสมอและเร่งรีบแก้ไขตามที่มีการร้องเรียนเข้ามา เพราะต้องไม่ลืมว่า เมื่อเรามีองค์กรอิสระในการควบคุมกฎกติกาและสร้างความชอบธรรมแล้ว หากไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เห็นผลและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนแท้จริงก็เท่ากับเราสร้างเสือกระดาษขึ้นมาเท่านั้น

------------------------
(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก ruampol-blog.blogspot.com)