
นายกฯคนนอกอาจมาเร็วกว่าที่คิด!
นายกฯคนนอกอาจมาเร็วกว่าที่คิด! : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
ถ้ายึดตามคำบอกเล่าของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ "นายกรัฐมนตรีคนนอก" ตามสเปกที่กำลังจะเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ โดยโอกาสที่จะเกิดนั้นประเทศต้องอยู่ในภาวะวิกฤติเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงแล้วเราอาจจะเห็น "นายกฯ ที่ไม่ได้เป็น ส.ส." มาเร็วกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจจะมาในสมัยแรกของการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยซ้ำไป
หลายคนคงถามว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบคือ "รัฐธรรมนูญ" แต่ละมาตราไม่ได้เกิดมาแบบเดี่ยวๆ หากแต่ผูกโยงกันแบบเป็นเหตุเป็นผล การเข้าสู่ตำแหน่งของ ายกฯ ย่อมผูกโยงไปถึงการเลือกตั้ง ผูกโยงไปถึงคนที่จะมีอำนาจเลือกนายกฯ ผูกโยงไปถึงคนที่มีหน้าที่นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซ้ำยังผูกโยงต่อไปถึงการเลือกรัฐมนตรีและการใช้อำนาจในฐานะรัฐบาล
ตามโมเดลเลือกตั้งที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้นั้น เป็นการคิดคำนวณแบบเยอรมัน กล่าวคือ จำนวน ส.ส.สูงสุดจะคำนวณตามฐานคะแนนบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ
หมายความว่า หากจำนวน ส.ส.เขตที่ได้มานั้น มีจำนวนมากกว่าคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อที่ได้ จะทำให้พรรคการเมืองนั้นไม่มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเลย ทั้งนี้ก็เพื่อให้จำนวน ส.ส.เป็นไปตามคะแนนบัญชีรายชื่อที่เชื่อว่าสะท้อนความนิยมของพรรคโดยแท้จริง
ดังนั้นจึงไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่า คนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจะได้มาเป็น ส.ส.
ยิ่งการกำหนดแบ่งบัญชีรายชื่อเป็น 8 ภาค ยิ่งทำให้ไม่แน่ว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อถ้าหากจะได้มา จะนำมาจากภาคไหน เพราะวิธีคำนวณเบื้องต้นจะใช้ว่า หากพรรคใดจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มให้ครบตามคะแนนนิยม ก็ให้ใช้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะได้เพิ่มหารด้วยคะแนนของพรรค ก็จะกลายเป็นสัดส่วนคำนวณว่า ในพรรคนั้นๆ ได้กี่คะแนนเสียงจึงจะนับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน
จากนั้นจึงไปดูว่า ภาคใดได้คะแนนเสียงเท่าไหร่และแปรมาเป็นจำนวน ส.ส.
เมื่อความไม่แน่นอนเกิดขึ้นเช่นนี้ "หัวหน้าพรรค" หรือ "แคนดิเดตนายกฯ" จากพรรคใดคงไม่เลือกไปสมัครแบบบัญชีรายชื่อ เพราะเสี่ยงต่อการไม่ได้รับเลือกตั้ง และมีชื่อว่าเป็น ส.ส.สอบตก
ขณะที่ หากไปลงในแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แม้จะสามารถเลือกได้ว่าจะไม่แพ้แน่ๆ แต่หากรัฐธรรมนูญกำหนดต่อไปว่า "นายกฯ" หรือ "รัฐมนตรี" ต้องไม่เป็น ส.ส. นั่นหมายความว่า ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ก็จำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. ซึ่งจะทำให้เก้าอี้ ส.ส.ในเขตนั้นว่างลง และต้องเลือกตั้งซ่อม ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาการันตีว่าเขตนั้นจะได้รับการเลือกตั้งมาใหม่
ซึ่งจะทำให้เสียงสนับสนุนยิ่งลดลงไปอีก อีกทั้งหากกำหนดไว้เช่นว่าจริง ก็จะมีรัฐมนตรีน้อยมากที่จะมาจากผู้ที่เป็น ส.ส. เพราะยิ่งหยิบ ส.ส.เขตมามากเท่าไหร่ แปลว่าความเสี่ยงต่อการที่พรรคจะได้ ส.ส.ในการเลือกตั้งใหม่ก็มากขึ้นเท่านั้น
และระบบเลือกตั้งแบบนี้ก็เอื้อต่อการให้ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งผูกขาดหรือมีคะแนนเสียงมากเกินไป ซึ่งหมายความว่า จำนวน ส.ส.แต่ละคนจะยิ่งมีความหมายมากขึ้นต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่า แต่ละพรรค โดยเฉพาะพรรคใหญ่ อาจจะต้องชั่งใจ และวางแผนให้ดีว่า จะให้ "แคนดิเดตนายกฯ" ลงรับสมัครเลือกตั้งหรือไม่ หรือหากให้ลงจะให้ลงในระบบใด
แล้วหากแต่ละพรรคใหญ่เกิดคิดตรงกันไม่ให้ "แคนดิเดตนายกฯ" ลงสมัคร ส.ส. พร้อมๆ กัน พอถึงคราวที่จะต้องเลือกนายกฯ กันในสภาก็อาจมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน และนั่นอาจจะหมายถึงวิกฤติที่อ้างถึง และ "นายกฯ คนนอก" ตัวจริงก็อาจจะจำเป็นตั้งแต่แรก
หมากเกมนี้อาจซับซ้อนกว่าที่คิด..!!



