
สร้างปรองดอง
06 ม.ค. 2558
สร้างปรองดอง : บทบรรณาธิการ วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2558
คณะทำงานศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน เตรียมขับเคลื่อนวางกรอบการทำงานในวันที่ 8 มกราคม โดยสาระสำคัญเพื่อต้องการเปิดพื้นที่ให้กลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายจากปัญหาทางการเมืองที่ผ่านมา ได้เสนอแนวความเห็นและข้อเสนอต่อแนวทางออกจากสภาพความขัดแย้งและนำไปสู่การปรองดองจากกลุ่มประชาชนที่แท้จริง และเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยงพูดถึงนิรโทษกรรม ที่เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะนำไปสู่แนวทางการสร้างความปรองดองได้ แต่จะมีความจำเป็นอย่างไร หรือเร่งด่วนถึงขนาดต้องเสนอเรื่องไปยังรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 หรือไม่ อันนี้ก็ต้องว่ากันอีกที
คงไม่มีใครไม่อยากเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในสังคม แต่ความปรองดองในที่นี้ไม่ใช่หมายความว่าเลิกแล้วต่อกันไปหมดเลย สิ่งแรกต้องแยกเรื่องความผิดที่ควรได้รับการปรองดองก่อนว่า ควรเป็นความผิดประเภทไหน อย่างไร เท่าที่ฟังจากบุคคลที่เป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องนี้ บอกว่าจะกำหนดความผิด 3 ประเภท ที่จะไม่มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ คือ ความผิดในมาตรา 112 ความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชั่น และความผิดอาญาที่ทำให้คนตาย ซึ่งก็พอรับฟังได้ แต่ยังมีฐานความผิดอีกอย่างที่ควรคิดเช่นกันคือ การวางเพลิงเผาทรัพย์ ทั้งสถานที่ราชการและอาคารบ้านเรือนเอกชน ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นความผิดร้ายแรงตามอาญาบ้านเมือง
การนิรโทษกรรมจะทำเฉพาะกับความผิดทางการเมืองหรือที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดทางการเมือง เช่น ชุมนุมแล้วได้รับความกดดันมากทำลายข้าวของในบริเวณที่ชุมนุมอย่างนี้ถือว่ามีเหตุผล แต่บางกรณีเช่น มีการประกาศให้เตรียมอุปกรณ์มาจากบ้าน ไม่ใช่ความผิดต่อเนื่อง แต่เป็นการเตรียมการเอาไว้ก่อนยิ่งมีโทษร้ายแรง เพราะเป็นความผิดที่มีการไตร่ตรองไว้ก่อน ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องคงจะระมัดระวัง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ปัญหาบานปลายจนคนนับล้านออกมาต่อต้าน จนนำมาสู่รัฐประหารก็เริ่มต้นมาจากเรื่องการเตรียมออกกฎหมายนิรโทษกรรม จึงหวังว่า บทเรียนที่เกิดขึ้นแล้วจะทำให้ใช้ความระมัดระวังมากขึ้น ที่สำคัญจะต้องทำให้เกิดความรู้สึกถึงความเป็นธรรมที่ได้รับทั้งสองฝ่าย
การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หลังเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก็คือการสร้างความปรองดองในชาติให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง หลังจากต้องบอบช้ำอย่างหนักจากการแบ่งสีแบ่งกลุ่มจนนำไปสู่วิกฤติการณ์ความรุนแรงทางการเมืองมานานนับสิบปี แม้จะจัดทำกิจกรรมนานัปการก็คงไม่สามารถละลายพฤติกรรมที่คับข้องใจและความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองในเวลาอันสั้นได้ จำเป็นต้องใช้เวลาในการเยียวยาเพื่อละลายพฤติกรรมนานพอสมควร สิ่งที่คู่ขัดแย้งควรตระหนักคือ ความเห็นที่แตกต่างถือเป็นเรื่องปกติตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย แต่ความเห็นที่แตกต่างไม่ควรนำไปสู่ความแตกแยกในชาติ และที่สำคัญอย่างยิ่ง ต้องไม่สร้างเงื่อนไขใหม่นำไปสู่การใช้วิธีการอันรุนแรงเหมือนในอดีต



