
นายกฯ คนนอก อธิบายได้..จริงหรือ?
นายกฯ คนนอก อธิบายได้..จริงหรือ? : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
หากมีประเด็นที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างได้รับการต่อต้าน ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการกำหนดให้นายกฯ ไม่จำเป็นต้องมาจากผู้ที่เป็น ส.ส. หลายคนมองว่าการเขียนเช่นนี้เป็นการเปิดทางเพื่อสืบทอดอำนาจของใครบางคนหรือไม่
แน่นอนว่าเมื่อออกมาแล้วเสียงตอบรับที่ออกมานั้นเป็นก้อนอิฐมากกว่าดอกไม้ ร้อนถึง "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องออกมาชี้แจงด้วยตัวเอง เพื่อเป็นการการันตีกลายๆ ว่าหากไม่มีอะไรสุดวิสัยอย่างไร "นายกฯ" ก็ต้องมาจาก ส.ส.
"บวรศักดิ์" ร่ายยาวว่า การเขียนแบบที่กำลังจะทำนั้น ต่างจากในอดีตที่ผ่านๆ มา แม้บทสรุปจะเหมือนกันว่านายกฯ ไม่เป็นต้องเป็น ส.ส. แต่กระบวนการและวิธีการนั้นต่างกัน และวิธีการนี้เองที่จะทำให้เชื่อได้ว่านายกฯ จะมาจาก ส.ส.
ในอดีตที่ไม่มีการบัญญัติว่า นายกฯ ต้องมาจาก ส.ส.นั้น มีกระบวนการที่ต่างกันคือ ให้ประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งเป็นคนทูลเกล้าฯ ถวายชื่อผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งเป็นนายกฯ
ซึ่งประธานวุฒิสภา ในขณะนั้นมาจากการแต่งตั้ง โดยไม่มีอะไรที่ยึดโยงกับประชาชน
"บวรศักดิ์" อธิบายว่าแบบใหม่ที่กรรมาธิการยกร่างฯ วาดไว้มีตัวสกรีนสองชั้น 1.สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้ลงมติเลือกนายกฯ ด้วยตัวเอง ซึ่งนักการเมืองและพรรคการเมืองก็ย่อมเลือกคนของตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี 2.ผู้ที่นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายคือประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง
ซึ่งทั้งสองข้อเขายืนยันว่าเป็นการเชื่อมโยงจากประชาชน
นอกจากนี้ เขายังบอกด้วยว่าวิธีการเช่นนี้จะใช้ในกรณีประเทศเกิดวิกฤติและยกตัวอย่างวิกฤติการเมืองครั้งที่ผ่านมาซึ่งเข้าสู่ทางตันจนไม่มีทางออกและนำมาซึ่งการรัฐประหาร
แต่สิ่งที่ "บวรศักดิ์" เลือกจะไม่อธิบายคือ วัฒนธรรมการเมืองไทย ที่มักจะนิยมผู้ที่มีอำนาจและมักจะตีความกฎหมายตามตัวบทอย่างเคร่งครัด หากถึงคราวที่พวกเขาในอนาคตจะเลือกนายกฯ คนนอกจริง พวกเขาก็จะอ้างเพียงว่าสามารถทำได้เพราะรัฐธรรมนูญเปิดทางเอาไว้
การตีความแบบเคร่งครัดตัวหนังสือเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง โดยไม่สนใจในเจตนารมณ์ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวงอำนาจการเมืองไทย
หาก "บวรศักดิ์" จะเลือกอธิบายว่าด้วย "วิกฤติ" ก็มีคำถามว่า ต้องเขียนให้ชัดไหมว่า "วิกฤติ" เช่นว่าเป็นแบบไหน มีนิยามเช่นไร ไม่ใช่ เอะอะก็อ้างวิกฤติ หรือแค่ตกลงกันไม่ได้วันสองวัน หรือถูกใครกดดันเล็กน้อยก็อ้างเป็นวิกฤติ หรือสุดท้ายแม้ไม่มีวิกฤติ ก็จะอ้างวิกฤติเพื่อเปิดทางให้ใครบางคนขึ้นสู่อำนาจ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเลือกตั้ง
และต้องไม่ลืมว่า "วิกฤติ" ที่ยกตัวอย่างกันขึ้นมานั้นเกิดเพราะ คนบางกลุ่มเป็นผู้สร้าง ขณะที่องคาพยพของรัฐบาลบางส่วนในขณะนั้นไม่ยอมทำตามหน้าที่ที่ควรจะทำ หรือไม่ปกป้องการเกิดวิกฤติอย่างเต็มความสามารถ ทางตันจึงเกิดขึ้น เอาเข้าจริงวิกฤติครั้งที่ผ่านมาเพราะมีคนบางกลุ่มอยากให้เกิดทางตัน ทั้งๆ ที่ยังสามารถแก้ได้ในระบบ
นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น และวิธีคิดที่ถูกต้องสำหรับ "วิกฤติ" คือทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้เกิดอย่างเต็มความสามารถ ไม่ใช่หาทางแก้หลังเกิดวิกฤติที่สุดท้ายจะเป็นการผูกวิกฤติใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
บทเรียนที่ผ่านมาในอดีตกับเรื่อง นายกฯิคนนอกนั้นยังอยู่ในความจดจำของสังคมไทย เพราะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน วีรชนเดือน "พฤษภา" หลายคนยอมสูญเสียสละเลือดเนื้อ ชีวิต ต่อสู้ แต่ในวันนี้เรากำลังวนกลับไปที่เดิม หรือจริงๆแล้วเราไม่เคยไปไหน



