คอลัมนิสต์

ที่มานายกรัฐมนตรี

ที่มานายกรัฐมนตรี

26 ธ.ค. 2557

ที่มานายกรัฐมนตรี : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 26 ธันวาคม 2557

               ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงต่อเนื่อง สำหรับการพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของนายกรัฐมนตรี หลังจากข้อเสนอให้เลือกตั้งโดยตรงของ สปช.ไปตกผลึกในคณะกรรมาธิการยกร่างจนต้องล้มเลิกแนวทางนั้นไปแล้ว ล่าสุด คณะกรรมาธิการมีมติว่า นายกรัฐมนตรีมาด้วยการโหวตในสภา แต่ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ นายกฯ จะเป็นใครก็ได้ ถ้าหากมีคุณสมบัติไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ และมีเสียงสนับสนุนในสภาก็จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี โดยคณะกรรมาธิการได้หยิบยกเอาวิกฤติการณ์การเมืองก่อนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ที่รัฐธรรมนูญกลายเป็นเงื่อนตายที่ไม่สามารถปลดล็อกปมการเมืองขณะนั้นได้ ที่สุดแล้วทหารก็จำเป็นต้องออกมากระทำรัฐประหาร ซึ่งเป็นกรณีที่ทุกคน ทุกฝ่าย ไม่ปรารถนาจะเห็นสิ่งนี้ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาขึ้นมาเป็นเหตุผล

               ประเด็นที่ว่าด้วยนายกรัฐมนตรีคนนอก ซึ่งหมายถึงนอกการเมือง นอกพรรคการเมือง นอกการเลือกตั้งนี้ เคยนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 เพราะนักศึกษา ประชาชนคนชั้นกลางจำนวนมากพากันออกมาเดินขบวนประท้วงการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2535 ตามมติของสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้น พล.อ.สุจินดา ซึ่งเคยยืนยันว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังการรัฐประหารรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ โดยการนำของพล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กลับบอกกับสาธารณชนว่า เขาต้องยอมเสียสัตย์เพื่อชาติ พร้อมๆ กับการแต่งตั้งให้พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี เลขาธิการคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟด้วยภาพของการสืบทอดอำนาจอย่างชัดเจน อันนำไปสู่การประท้วงและเกิดความสูญเสียใหญ่หลวงขึ้นอีกครั้ง

               นั่นคือ ฉากหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ชาติเมื่อ 22 ปีมาแล้ว แน่นอนว่า ย่อมจะไม่มีใครอยากจะให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก เช่นเดียวกับวิกฤติการณ์การเมืองนับเนื่องตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา กระทั่งถึงเหตุมิคสัญญีเมื่อเดือนเมษายนปี 2553 และการลุกขึ้นโค่นล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของมวลประชาชนจนนำไปสู่การรัฐประหารภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น  ย่อมไม่มีใครปรารถนาจะเห็นประวัติศาสตร์หน้านี้เดินซ้ำรอย หากแต่โจทย์ที่ถูกตั้งไว้ล่าสุดนี้ก็คือ ระบบการเลือกตั้ง และนักการเมืองซึ่งเป็นเรื่องของตัวบุคคลนั้น กลายเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเคยกล่าวเอาไว้ว่า ประชานิยมคือพ่อระบบอุปถัมภ์ ซึ่งถ้าหากจะปฏิรูปการเมืองให้สำเร็จจะต้องแก้ปัญหาสิ่งนี้ไปพร้อมกับเรื่องปรองดองสมานฉันท์

               อย่างไรก็ตาม ความพยายามร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสกัดกั้นกลุ่มนักการเมืองผู้ยังอยู่ในแบบพิมพ์เดิมเช่นอดีต ด้วยการออกแบบกลไกที่ค่อนข้างจะย้อนยุคเช่นนี้ แม้จะเป็นความปรารถนาดีอยากเห็นการเมืองปราศจากระบบอุปถัมภ์ ซื้อสิทธิ์ขายเสียง หากแต่ก็ยากที่จะปฏิเสธว่า ไม่ได้เป็นการวางหมากเพื่อการสืบทอดอำนาจแม้จะไม่มีเจตนาเช่นนั้นก็ตาม เพราะประวัติศาสตร์เมื่อ 22 ปีก่อนบ่งชี้เอาไว้เช่นนั้น บรรดาบุคคลที่ร่วมอยู่ในแม่น้ำทั้ง 5 สายย่อมจะต้องตอบคำถามสังคมมากสักหน่อย โดยเฉพาะเมื่อโฟกัสเริ่มจับไปที่ตัวบุคคลที่ถูกมองว่าจะได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ยังมีเวลามากพอที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สปช.จะได้ฟังความให้รอบคอบ เพื่อให้กฎหมายสำคัญที่สุดของชาติ นำไปสู่ความปรองดองและการปฏิรูปในทุกๆ ด้านอย่างแท้จริง