คอลัมนิสต์

รากลึกแห่งความล้มเหลวในงานตำรวจ

รากลึกแห่งความล้มเหลวในงานตำรวจ

24 ธ.ค. 2557

รากลึกแห่งความล้มเหลวในงานตำรวจ : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

               สังคมขานรับกระแสการปฏิรูปตำรวจในทุกครั้งที่มีการหยิบประเด็นนี้ขึ้นมากล่าวขาน ปรากฏการณ์เช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานของเหล่าบรรดาตำรวจอย่างแท้จริง

               โดยที่การเปลี่ยนแปลงนั้นควรเป็นไปในทิศทางที่สอดรับกับปัญหาและความต้องการของประชาชนที่แท้จริง สามารถบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

               เมื่อวิเคราะห์กันอย่างเปิดใจ จะเห็นได้ว่า ตำรวจที่ประจำอยู่ในแต่ละสถานีตำรวจเข้าถึง และเข้าใจปัญหาของประชาชนในพื้นที่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจของตนเองต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายตำรวจระดับหัวหน้าสถานีตำรวจ

               หากหัวหน้าสถานีตำรวจใส่ใจและมุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของตนเองให้เกิดผลสำเร็จอย่างแท้จริงแล้วนั้น คำถามแรกที่หัวหน้าสถานีตำรวจต้องตอบได้คือ สภาพพื้นที่ทางกายภาพทุกประเภทที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจแห่งนั้น อาณาเขตพื้นที่ จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ลักษณะประชากร พื้นที่โซนไหนที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมในแต่ละประเภท หากเป็นตำรวจจราจรก็จำเป็นต้องรู้ว่า มีถนนเส้นไหนบ้าง สภาพการจราจรเป็นอย่างไร สภาพปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเป็นอย่างไร ความหนาแน่นของปริมาณรถ ประเภทของรถ ลักษณะของการใช้รถใช้ถนนในย่านต่างๆ ในแต่ละบริบทแต่ละเวลา

               แต่ในความเป็นจริงนั้น จะมีหัวหน้าสถานีตำรวจสักกี่คนที่มีความรู้เช่นนี้? ทั้งๆ ที่สภาพทางกายภาพเป็นประเด็นที่ไม่ได้มีความยุ่งยากมากนักที่จะทำการศึกษาหาความรู้เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการงานให้มีประสิทธิภาพในบริบทที่ตำรวจมีทรัพยากรที่จำกัด ดังนั้นหัวหน้าสถานีตำรวจจึงจำเป็นต้องมีความรู้ที่ชัดเจน เพราะอะไรจึงไม่รู้? ความสนใจในงาน ซึ่งเป็นภารกิจหลักถูกละเลยไปเป็นเพราะเหตุใด?

               สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการทำความเข้าใจสภาพทางกายภาพของพื้นที่ คือ การทำความเข้าใจสภาพสังคม วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับปัญหาอาชญากรรมหรือปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือความล่อแหลมต่อการก่อร่างสร้างความไม่ยุติธรรมให้เกิดขึ้นในชุมชน

               ความรู้ในประเด็นนี้เป็นความรู้ที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หัวหน้าสถานีตำรวจและทีมงานตำรวจทั้งหมดมีความใส่ใจในการสร้างความผาสุกให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบมากน้อยเพียงใด สนใจที่จะเดินเข้าหาประชาชนเพื่อพบปะเยี่ยมเยียนประชาชนมากน้อยเพียงใด สนใจสภาพปัญหาอาชญากรรมหรือความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจมากน้อยเพียงใด

               แทบไม่น่าเชื่อว่า สถานีตำรวจบางแห่งนั้น หัวหน้าสถานีตำรวจไม่ได้ทำงานประจำอยู่ที่สถานีตำรวจของตนเองด้วยซ้ำ โดยละเลยปล่อยให้ภารกิจต่างๆ ตกอยู่กับตำรวจชั้นผู้น้อยที่สามารถวิเคราะห์ปัญหาและปฏิบัติงานตามภารกิจของตำรวจได้เพียงศักยภาพที่ไพร่พลตำรวจเหล่านั้นมีอยู่อย่างจำกัด ความรู้เกี่ยวกับชุมชนตกอยู่กับหมวดหรือดาบตำรวจที่ทำงานด้านชุมชนสัมพันธ์เพียงคนเดียว!!

               มิใช่เพียงแต่ประชาชนเท่านั้นที่ถูกปล่อยปละละเลยจากหัวหน้าสถานีตำรวจประเภทนี้ หากแต่เหล่าบรรดาไพร่พลตำรวจก็ถูกผู้บังคับบัญชาของตนเองปล่อยปละละเลยไม่ดูแลพัฒนาศักยภาพเท่าที่ควรจะเป็นเช่นเดียวกัน

               หากตำรวจผู้เป็นหัวหน้ากลับประพฤติปฏิบัติตนไม่สมกับสถานะของการเป็นหัวหน้า ไม่มีภาวะผู้นำที่สมควรจะต้องมีความสามารถในการครองคน และครองงานแล้วนั้นประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจแห่งนั้นจะรู้สึกรักตำรวจอย่างที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งเป้าหมายไว้ได้อย่างไร?

               ปัญหาของหัวหน้าสถานีตำรวจไม่สนใจงานและปัญหาของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจในความรับผิดชอบของตนเองนั้น น่าตกใจมากขึ้น เมื่อนายตำรวจที่ปฏิบัติงานเช่นนี้กลับได้รับการพิจารณาความดีความชอบ ความไว้วางใจให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ทั้งๆ ที่ปล่อยให้ความไม่ยุติธรรมยังดำรงอยู่ในชุมชน ไม่สนใจปัญหาความเดือดร้อนความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไม่สนใจกำกับ ดูแลและพัฒนาศักยภาพของกำลังพลในความรับผิดชอบ ไม่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ

               วิถีเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ในโลกของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ โลกของการดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม!!

               ตัวอย่างของปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องโครงสร้าง! แต่เป็นปัญหาด้านวัฒนธรรมการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร

               นี่คือบทสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของวัฒนธรรมการทำงานในโลกของตำรวจ ดังนั้น หากจะคิดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรตำรวจในยามนี้ จึงเป็นการหลงทางอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเสียทั้งเวลา ทรัพยากร และอาจจะทำให้เกิดปัญหาที่รุนแรงตามมาอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติไปอยู่ภายใต้การบริหารงานขององค์กรที่มีสำนึกของความยุติธรรมที่ต่ำกว่า หรือไปอยู่ภายใต้องค์กรที่แทรกแซงระบบการบริหารงานบุคคลของตำรวจจนก่อให้เกิดความล้มเหลวด้านคุณธรรมในการบริหารงานตำรวจด้วยแล้วนั้น ยิ่งจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังอย่างมากเป็นพิเศษ

               เพียงแค่การให้คำตอบว่า การให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องไปอยู่ภายใต้การบริหารงานขององค์กรใดเพื่อประสิทธิภาพในการได้รับการจัดสรรงบประมาณที่มากขึ้นให้มีความเพียงพอแก่การทำงานนั้น ยิ่งแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดที่คับแคบ ขาดเหตุผลสนับสนุนที่เหมาะสม เพราะการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอต่อการปฏิงานของตำรวจที่จะทำให้ตำรวจทำงานได้ดีขึ้นนั้น สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารงบประมาณขึ้นใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลกระทบอื่นๆ ตามมาให้เป็นปัญหาต่อไปได้อีก และการแก้ไขเพียงเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอนี้ก็ยังไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาที่ตรงรากเหง้าแห่งสาเหตุความล้มเหลวในงานตำรวจ

               อย่างที่บอก รากเหง้าที่สำคัญในโลกของตำรวจคือ คนนอกอย่าเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับการบริหารงานตำรวจมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารงานบุคคลที่ว่าด้วยเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย ก็เท่านั้น!!