คอลัมนิสต์

ผลประโยชน์ทับซ้อน

ผลประโยชน์ทับซ้อน

24 ธ.ค. 2557

ผลประโยชน์ทับซ้อน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 24 ธ.ค.2557

               หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง วันนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อพิจารณาวาระเร่งด่วนเพื่อขออนุมัติโครงสร้างการบริหารภายในองค์กรใหม่ขึ้นมาใช้แทนโครงสร้างที่มีอยู่เดิม โดยโครงสร้างใหม่นี้จะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรแห่งนี้อยู่มากพอสมควร ในเนื้อหาสาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคครั้งนี้ มีการเสนอให้มีการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมารับช่วงงานต่อจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมากถึง 3 บริษัท โดยทั้ง 3 บริษัทมีแนวคิดใกล้เคียงกันคือ ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคถือหุ้นในบริษัทเหล่านี้น้อยกว่าร้อยละ 50 ที่เหลือให้เอกชนเป็นผู้ถือหุ้น

               อัตราหุ้นที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีสัดส่วนที่จะได้ถือในบริษัททั้ง 3 นี้ อาจจะถูกบีบลงเหลือเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น เพื่อหลบหลีกระเบียบปฏิบัติของระบบรัฐวิสาหกิจที่จะทำโครงการใดๆ หากมีหน่วยงานรัฐถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 25 จะต้องผ่านมติคณะรัฐมนตรี หมายความว่า หากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคถือหุ้นในบริษัทลูกทั้ง 3 แห่ง ไม่ถึงร้อยละ 25 เท่ากับว่าในการดำเนินกิจการใดๆ ในบริษัทแห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องผ่านมติคณะรัฐมนตรีตามระเบียบ บริษัทลูกทั้ง 3 แห่ง ถูกกำหนดให้ดำเนินกิจการแทนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ทำอยู่เดิม โดยบริษัทแรกจะทำธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้นิคมอุตสาหกรรมโดยตรง ทั้งที่กิจการนี้เดิมทีเคยสร้างรายได้ให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของรัฐร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่เมื่อให้บริษัทลูกเข้าไปทำแทนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งว่ากันว่าจะได้ถือหุ้นในบริษัทลูกเพียงร้อยละ 25 ก็จะได้ผลตอบแทนเป็นส่วนแบ่งแค่ร้อยละ 25 ที่เหลืออีกร้อยละ 75 เป็นของผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเอกชน

               บริษัทที่สอง มีการกำหนดให้ไปทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตสมาร์ทมิเตอร์ ซึ่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีแผนจะติดตั้งอุปกรณ์ Smart Grid estimate 26 ล้านเครื่อง ทั่วประเทศ มูลค่าโครงการประมาณ 1.3 แสนล้านบาท บริษัทนี้จะทำหน้าที่ผลิตสมาร์ทมิเตอร์ขายให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นบริษัทแม่โดยไร้คู่แข่ง แต่เนื่องด้วยเป็นบริษัทที่มีเอกชนถือหุ้นอยู่มากถึงร้อยละ 75 ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จึงตกเป็นของเอกชน บริษัทที่ 3 ตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารโครงข่ายไฟเบอร์ ออฟติก รวมทั้งระบบสื่อสารโทรคมนาคม และระบบอินเทอร์เน็ต โดยมี "เสาไฟฟ้า" เป็นหัวใจหลักของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาเป็นตัวขับเคลื่อน เดิมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเคยดูแลจัดเก็บรายได้ทั้งหมด กลับต้องแบ่งรายได้ให้เอกชนไปมากถึงร้อยละ 75 เพราะบริษัทลูกแห่งนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะถือหุ้นเพียงร้อยละ 25 ที่สำคัญคือ มีเสียงลือหนาหู มีใครบางคนในการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเองพยายามผลักดันโครงสร้างใหม่ให้ผ่านบอร์ดอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ตัวเองจะโยกไปอยู่ฉากหลังบริษัทลูกทั้ง 3 แห่งนี้

               รูปแบบการทำธุรกิจลักษณะนี้ ดูเหมือนการดึงเอกชนมามีส่วนแบ่งเหนือรายได้ที่เป็นของรัฐที่มีอยู่เดิม ไม่แตกต่างจากการบริหารของการบินไทย ที่มีการตั้งบริษัทลูกอย่างสายการบินไทยสไมล์ขึ้นมา ก่อนหน้านี้ ซึ่งผลก็เป็นอย่างที่เห็น ธุรกิจของไทยสไมล์กำลังไปได้สวย ขณะที่การบินไทยอาการยังทรงๆ ผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ตกเป็นของเอกชน ไม่ใช่ภาครัฐ ธุรกิจไฟฟ้าซึ่งเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐาน มีผลกระทบกับประชาชนทั้งประเทศโดยตรง หากรัฐเป็นเจ้าของกิจการร้อยเปอร์เซ็นต์จะสามารถกำหนดราคา หรือมาตรการต่างๆ ที่ไม่กระทบต่อประชาชนได้ แต่เมื่อใดที่เอกชนเข้ามามีบทบาทเหนือหน่วยงานรัฐ ก็จะแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ความเดือดร้อนจะตกอยู่กับประชาชน