
เงินเฟ้อ-เงินฝืด
สังคมไทยทุกวันนี้เหมือนสังคมใกล้สติแตก ทั้งนี้เพราะมักมีการให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นที่สับสน ไม่ว่าเรื่องเล่นเรื่องจริง เช่น เมื่อสัปดาห์ก่อนมีคนอุตริเรียกชื่อตัวเงินตัวทองเป็นเสียงภาษาต่างประเทศว่า วรนุส เป็นเหตุให้ผู้คนที่ชื่อ วรนุช หรือที่มีนามสก
ก็เพราะข่าวที่เอาใจลูกแพนด้าจนเอิกเกริก คนเลี้ยงช้างก็ออกมาประท้วงว่าทีช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองเราไม่ค่อยมีใครมาเหลียวแล ไม่ช้าคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้สวนสัตว์เขาดินก็คงออกมาทักท้วงว่าลูกกวางเผือกซึ่งเป็นสมบัติของเมืองไทยแท้ๆ ไม่ต้องส่งคืนไปแอฟริกาต้นถิ่นกำเนิด แต่กลับไม่มีใครเหลียวแล
และก็มาถึงข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่ว่าจะเกิดภาวะเงินฝืดขึ้นในประเทศไทยซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจถดถอยโดยกระทรวงพาณิชย์ออกมาแถลงตัวเลขว่าดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของเดือนมิถุนายน 2552 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปี 2551 มีอัตราติดลบถึง 4% ย้ำอีกว่าดัชนีนี้ลดต่ำต่อเนื่องกันมาถึง 6 เดือนแล้วว่าต่ำที่สุดในรอบ 12 ปี
คนที่ฟังตัวเลขนี้แล้ว ไม่ว่านักธุรกิจหรือนักวิชาการต่างก็นำไปพูดต่อยอดกันมากมายหลายแนวทางเป็นที่สับสนแก่ปวงประชาเป็นอย่างยิ่ง
นักธุรกิจบางคนก็เอาไปพูดว่า ถ้าหากดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปนี้ยังลดต่ำต่อไปอีก 2-3 เดือน ก็จะมีผลกระทบกระเทือนต่ออุตสาหกรรมและธุรกิจ เพราะอาจจะขายของไม่ได้ ต้องลดการผลิต แล้วปลดคนงานออกซึ่งรัฐบาลกลัวเหตุการณ์เช่นนี้เป็นนักเป็นหนา
การออกมาพูดกันเช่นนี้ทำให้สังคมเกิดความสับสนนึกว่าเศรษฐกิจของเราจะย่ำแย่รอบสอง เข้าทำนองเวรซ้ำกรรมซัด เผลอๆ ชาวบ้านจะพากันไม่ใช้เงิน เศรษฐกิจจะวอดวายไปจริงๆ ก็ได้
จึงสมควรที่จะตั้งสติว่าอะไรเป็นอะไรเกี่ยวกับเงินเฟ้อเงินฝืดนี้ให้ถ่องแท้
ขอพูดตามตำราก่อนว่า “เงินฝืด” ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “ดีเฟลชั่น” นั้นหมายถึง ภาวะที่ราคาสินค้าซึ่งวัดจากดัชนีราคาผู้บริโภค หากลดลงกว่างวดก่อนๆ อย่างต่อเนื่องกันก็ถือว่าเป็นภาวะดีเฟลชั่น และตำราได้กล่าวต่อไปว่าเมื่อเกิดภาวะดีเฟลชั่นต่อเนื่องกันไปพอสมควร ผู้ผลิตอาจจะหยุดการผลิตเพราะผลิตไปขายก็ไม่มีกำไรเนื่องจากราคาสินค้าลดลง ทั้งนี้จะเป็นเหตุให้ต้องมีการเลิกจ้างคนงานอย่างกว้างขวาง อันจะนำสู่ความล่มจมทางเศรษฐกิจได้
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นก็จะต้องพิจารณาอย่างละเอียดว่า การที่ดัชนีราคาผู้บริโภคลดลงนั้นสาเหตุจากรายการสินค้าหรือบริการตัวใดลดลงเพราะเหตุใด อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเราขณะนี้ แม้ดัชนีราคาผู้บริโภคฯจะลดลงตั้ง 4%ในเดือนมิถุนายน แต่ก็เป็นดัชนีราคาผู้บริโภคประเภททั่วไป ซึ่งหมายความถึงการนำราคาสินค้าและบริการทุกๆ อย่างมาคำนวณเพิ่มจากดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (ซึ่งยังไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ)
ฉะนั้นในความเป็นจริงประเทศไทยขณะนี้จึงยังไม่เกิดภาวะเงินฝืดหรือดีเฟลชั่นแต่อย่างใด อย่าหลงฟังนักพูดรายวันโดยไม่เข้าใจเรื่องราวต่างๆ ให้ถ่องแท้ จะทำให้สติแตกไปโดยใช่เหตุ ผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงในการให้ข่าวสารข้อมูลก็ต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจนเข้าใจง่ายก็จะเป็นคุณูปการแก่บ้านเมืองในยามนี้ไม่ใช่น้อย
นายหนูใหญ่ [email protected]



