
ว่าด้วยเรื่องของการถวายฎีกา
การให้ความเห็นเรื่องการถวายฎีกาเพื่อขออภัยโทษให้ทักษิณนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยากถ้าเรายืนอยู่ข้างของคนที่ไม่ชอบทักษิณในแบบสุดขั้ว อาทิ บรรดาเสื้อเหลือง
แต่ถ้าเราคิดว่าการถวายฎีกานั้นเป็นสิ่งที่กระทำได้ ทั้งในสังคมสมบูรณาญาสิทธิราชย์และในสังคมประชาธิปไตย เรื่องนี้ก็จะยุ่งยากเข้าไปใหญ่ เพราะเป็นเรื่องเสี่ยงมากที่จะถูกวิจารณ์ในหลายประเด็น
อาทิ เป็นพวกทักษิณ
อาทิ เป็นพวกไร้เดียงสา เพราะไม่รู้ว่าให้ความเห็นไปแล้วจะเป็นคุณกับทักษิณ
อาทิ เป็นพวกที่ไม่มีความจริงใจ เพราะหน้าฉากเป็นนักวิชาการ แต่ลับหลังมีจิตเจตนาแอบแฝงในการเชียร์ทักษิณ หรือ/และ หมิ่นสถาบัน ซึ่งข้อกล่าวหานี้เฟื่องฟูเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา
สภาวะที่ปรากฏขึ้นนี้ทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตนเองอย่างหนักของนักวิชาการจำนวนหนึ่ง เพราะไม่อยากเสี่ยงลงไปในเกมทางการเมือง ที่จับคนยัดไปตามกล่องตามช่องเพื่อแยกเขาแยกเรา
บทความชิ้นนี้ก็คงไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงการถูกจัดประเภท และถูกโจมตีได้ แต่อยากจะขอเรียนชี้แจงว่า การเคลื่อนไหวเรื่องการล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกานั้นมีประเด็นที่ควรพิจารณาอยู่สองสามประเด็นดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง ดังที่ได้ย้ำไปแล้ว การถวายฎีกานั้นเป็นปรากฏการณ์ปกติของสังคมเก่าและใหม่ เพราะเป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างประชาชน/ราษฎรกับพระเจ้าอยู่หัว และในสมัยรัชกาลที่เจ็ดเองจำนวนฎีกาจากประชาชนถึงพระเจ้าอยู่หัวนั้นก็มีอยู่มากมาย
สำหรับผมประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่การถวายฎีกา แต่อยู่ที่กระบวนการถวายฎีกาที่กระทำเป็นขบวนการ ซึ่งทำให้เกิดแรงตึงเครียดในสังคม
กล่าวคือผมเห็นว่า ถ้าการรณรงค์นั้นเป็นไปในเชิงที่ราษฎรแต่ละคนถวายฎีกาถึงพระเจ้าอยู่หัว ก็คงจะมีแรงตึงเครียดน้อยกว่านี้ แต่ในแง่ของการแสดงพลังนั้นคงทำได้ยาก
ประเด็นที่สอง การถวายฎีกาในสังคมประชาธิปไตยที่ผ่านมานั้นมักจะเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มชนชั้นนำและปัญญาชนมากกว่าเครื่องมือของราษฎร (ซึ่งมักถวายฎีกาเรื่องปากท้องเสียมากกว่า) ดังที่จะเห็นในหลายๆ ครั้ง รวมทั้งที่ปัญญาชนได้รวบรวมรายชื่อ 99 คนเมื่อ 2531 เพื่อแสดงความเห็นไม่เอา พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป
ประการที่สาม ผู้ที่คัดค้านการถวายฎีกาน่าจะหันไปรณรงค์ผ่านการถวายฎีกาไม่เห็นด้วยกับการอภัยโทษ มากกว่าใช้วิธีโจมตีคนที่จะถวายฎีกา ทั้งนี้เพื่อรักษาหลักการความเท่าเทียมกันภายใต้การมีราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย
ประการสุดท้าย ปรากฏการณ์การถวายฎีกาในยุคใหม่ของการเมืองไทยในทุกๆ ครั้งที่เกี่ยวเนื่องกับการเมืองนั้น สะท้อนให้เห็นว่า ระบอบการเมืองการปกครองแบบรัฐสภานั้นไม่สามารถทำงานให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนได้ โดยเฉพาะการไม่สามารถตกลงถึงกติกาขั้นพื้นฐานของระบอบการเมืองได้
ดังนั้นทุกคนจึงต้องแบกภาระนี้ร่วมกันในการพัฒนาสถาบันทางการเมืองที่จะรองรับความต้องการและการแก้ปัญหาความขัดแย้งร่วมกัน มากกว่าใช้เรื่องความขัดแย้งเหล่านี้ยกระดับความขัดแย้งของสังคมให้สู่สภาวะเผชิญหน้าต่อไป



