คอลัมนิสต์

จากทิเบตถึงซินเจียง

จากทิเบตถึงซินเจียง

10 ก.ค. 2552

การจลาจลที่ซินเจียง เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้ชาวอุยกูร์เสียชีวิตกว่า 150 คน และบาดเจ็บร่วม 1,000 คน หลังเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ก่อการจลาจลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ นับเป็นความขัดแย้งอีกครั้งหนึ่งระหว่างชาวอุยกูร์กับชาวฮั่น และเป็นเหตุการณ์

 เขตปกครองตนเองซินเจียง อยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน มีพื้นที่ประมาณ 1.6 ล้าน ตร.กม. หรือราว 1 ใน 6 ของพื้นที่ทั้งประเทศ รวมทั้งเป็นเขตปกครองตนเองที่มีพื้นที่มากที่สุดของจีน มีพรมแดนติดต่อกับมองโกเลีย รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และอินเดียพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย อุดมด้วยน้ำมันและทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ เช่น เหล็ก โซเดียมไนเตรท เบริลเลียม ไมก้า เป็นต้น ตามประวัติศาสตร์ของจีนกล่าวว่า ซินเจียง หรือ "ดินแดนใหม่" เป็นส่วนหนึ่งของจีนมาตั้งแต่ 2,000 ปีที่แล้ว และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมในอดีต

 ซินเจียงมีประชากร 19.6 ล้านคน ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวอุยกูร์ ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม รองลงไปเป็นฮั่น ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือได้แก่ คาซัค ฮุ่ย คีร์กีซ มองโกล ทาจิก โดยที่ตั้งอยู่ตอนกลางของทวีปเอเชีย ห่างจากฝั่งทะเลถึง 3,000 กิโลเมตร มีพื้นที่ราบสำหรับการเกษตรที่จำกัด และมีปัญหาด้านดินฟ้าอากาศ ทำให้ประชาชนโดยทั่วไปอยู่ในสภาพที่ยากจน และต้องดิ้นรนไปทำงานในมณฑลอื่น แต่ก็มักเกิดความขัดแย้งกับชาวฮั่นอยู่เป็นประจำ

 ทางการจีนถูกกล่าวหาว่าพยายามจะกลืนชาติชาวอุยกูร์ ด้วยการเข้าควบคุมเรื่องศาสนาและวัฒนธรรม พร้อมกับอพยพชาวฮั่นเข้าไปในซินเจียงเป็นจำนวนมาก เพื่อครอบครองพื้นที่ทำกินและการประกอบอาชีพต่างๆ ไปพร้อมๆ กับการเพิ่มสัดส่วนจำนวนประชากรฮั่นให้เป็นชนกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด

 สำหรับสาเหตุสำคัญของการจลาจลครั้งนี้ มาจากเมื่อปลายเดือนที่แล้ว คนงานชาวอุยกูร์ที่ทำงานในโรงงานผลิตของเล่นแห่งหนึ่งที่เสากวน ในมณฑลกวางตุ้ง ได้เกิดการปะทะกับคนงานชาวฮั่น เป็นเหตุให้คนงานชาวอุยกูร์เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บกว่า 80 คน ซึ่งชาวอุยกูร์กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่เข้าข้างชาวฮั่น และคนงานที่เสียชีวิตก็เนื่องมาจากถูกตำรวจยิงที่ศีรษะ

 ทางการจีนได้แสดงความกังวลต่อช่องว่างความเจริญและเศรษฐกิจระหว่างมณฑลที่อยู่ชายฝั่งทะเลกับมณฑลที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ ซึ่งนับวันช่องว่างดังกล่าวจะมีความต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ นโยบายประการหนึ่งของทางการจีนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว คือการพัฒนา และสร้างรายได้แก่ชนกลุ่มน้อยทางภาคตะวันตกของประเทศ

 ขณะเดียวกัน ก็จับตาความเคลื่อนไหวและวางมาตรการรักษาความปลอดภัยในซินเจียงอย่างเข้มงวด เพราะหวาดระแวงว่าจะมีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่เชื่อมโยงกับลัทธิก่อการร้าย เนื่องจากประเทศโดยรอบซินเจียงส่วนใหญ่เป็นประเทศมุสลิมที่ส่วนหนึ่งแตกตัวมาจากสหภาพโซเวียต ซึ่งอาจจุดประกายความคิดให้ชาวอุยกูร์คิดแยกตัวเป็นประเทศเอกราชได้ และก่อนหน้านี้ในช่วงที่จีนเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่ง ผู้ก่อการร้ายชาวอุยกูร์ก็เคยลอบวางระเบิดสถานที่ราชการหลายแห่งในต่างจังหวัด และมีแผนการที่จะก่อวินาศกรรมในกรุงปักกิ่งด้วย

 แม้ว่า นางเรบิยา คะเดียร์ ผู้นำชาวอุยกูร์ ซึ่งขณะนี้ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐ จะเรียกร้องให้ชาติตะวันตกให้ความช่วยเหลือแก่ชาวอุยกูร์ เนื่องจากไม่สามารถหวังความช่วยเหลือจากชาติมุสลิมได้ เนื่องจากชาวอุยกูร์ถูกทางการจีนกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวพันกับกลุ่มอัลไกดา แต่ นางคะเดียร์ คงต้องไม่ลืมว่าสหรัฐ และชาติตะวันตกก็มีความหวาดหวั่นต่ออัลไกดา และกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ เช่นกัน ที่สำคัญคือจีนกำลังเป็นที่พึ่งพาของประเทศต่างๆ ในยามที่โลกประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่ชาวอุยกูร์ในซินเจียง ก็คงจะแผ่วจางไปเช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทิเบตนั่นแหละครับ