
อย่าให้ปรองดองเฉพาะกลุ่ม
อย่าให้ปรองดองเฉพาะกลุ่ม : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
การนิรโทษกรรมเริ่มนับหนึ่งแล้ว เมื่อ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ สมาชิก สปช.บอกว่า เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ลงนามแต่งตั้ง "คณะทำงานศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดอง" เรียบร้อยแล้ว โดยคณะทำงานนอกจากจะมาจากสมาชิก สปช.ที่นำโดย เอนก แล้ว ยังมี "คนนอก" ที่เน้นคนที่ได้รับผลกระทบ ได้รับความสูญเสีย ร่วมด้วย
ก่อนหน้านี้ เอนก ออกมาจุดพลุเรียกความสนใจจากผู้คนในสังคมว่า หากอยากจะปรองดองกัน ทุกฝ่ายจะต้องหันหน้ามาพูดคุยมาทำความเข้าใจร่วมกัน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบ และสุดท้ายจะต้องมีการนิรโทษให้ทุกฝ่าย
การตั้งคณะทำงานศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดองก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้น เพราะมีการยืนยันด้วยว่า ได้เชิญ ขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนเสื้อแดงเมืองอุดรธานี และอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำเสื้อแดง มาให้ความเห็นว่าจะปรองดองกันอย่างไรด้วย
แนวทางการปรองดองนั้น เอนก ขอให้มองไปที่การให้ "อภัยธรรม"
ก็น่าจะประมาณว่าให้เลิกแล้วต่อกัน !
ดังนั้นจึงต้องเชิญให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยกัน โดยนอกจากสองคนที่ว่านั่นแล้ว ก็ยังมี นิชา ธุวธรรม ภรรยา พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม พะเยาว์ อัคฮาด แม่น้องเกด ที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดประทุมฯ
เจตนาของ เอนก ก็คือ ให้มองหาทางออกให้ประเทศ อย่าได้ติดกับดักความขัดแย้งจนบ้านเมืองเดินไปไหนไม่ได้
เอนก ให้คำมั่นว่า คณะทำงานจะต้องคำนึงถึงความคิด ความเห็นของคนที่ได้รับความสูญเสีย คนที่ได้รับผลกระทบจากความแตกแยกทางการเมืองที่ผ่านมา
เรื่องนี้สำหรับ นิชา ดูเหมือนจะไม่อยากให้ความเห็นอะไรมากนัก โดยพูดแค่สั้นๆ ว่า ยังคงยืนยันในหลักการที่ได้พูดไปในก่อนหน้านี้ว่า การดำเนินการใดๆ จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล ต้องมีการค้นหาความจริง
เมื่อย้อนกลับไปดูการให้สัมภาษณ์ของนิชา ก็จะพบว่า หลักที่จะปรองดอง หรือว่ากันสุดๆ ไปที่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น จะต้องประกอบไปด้วยหลักการสำคัญ 3 ข้อ
1.ไม่เร่งรัดให้เกิดการนิรโทษกรรม แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมทั้งในแง่ของเวลาสถานการณ์ กระบวนการ และควรสร้างความเข้าใจของสังคมต่อความจริงของเหตุการณ์ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นและสาเหตุของความขัดแย้ง
2.หากจะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างสูง โดยกำหนดความผิดและเงื่อนไขในการนิรโทษกรรมอย่างชัดเจน และเฉพาะเจาะจง แยกแยะลักษณะการกระทำของบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย
และ 3.รัฐและทุกฝ่ายนำข้อเสนอแนะของ คอป.ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และไม่เลือกปฏิบัติตามเฉพาะข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนเท่านั้น โดยในระยะยาวทุกฝ่ายต้องมุ่งเน้นการผดุงหลักนิติธรรมอย่างจริงจัง
เข้าใจว่า ที่นิชาตั้งเงื่อนไขมาเช่นนั้น ก็เพราะก่อนหน้านี้ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการเยียวยาด้วยเม็ดเงินที่สร้างความตกอกตกใจแก่ผู้คนในสังคมมาแล้ว แต่ "ความจริง" กลับไม่มีการคลี่คลายให้สังคมได้กระจ่าง
ปัญหาก็คือ "ข้อเสนอ" หรืออาจจะเรียกว่า "เงื่อนไข" ที่จะมีให้แก่คณะทำงานนั้น เป็นการเสนอเพียงแต่ฝ่ายตน หรือบอกเฉพาะความต้องการของฝ่ายตน และปัดสาเหตุที่ทำให้เกิดความแตกแยก ขัดแย้ง หรือความรุนแรงนั้น เกิดจากอีกฝ่ายเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่
แนวโน้มก็น่าจะเป็นอย่างนั้น !
เพราะจนถึงทุกวันนี้ ที่มีทหารเข้ายึดอำนาจ จัดตั้งรัฐบาล ท่วงทำนองของฝ่ายที่ถูกยึดอำนาจก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากที่เคยเป็นนัก
อาจจะมี วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ที่มาพูดคุยกับ สปช.แล้วเสนอแบบนั้น แต่ไม่มีใครรู้ว่า หากได้จับไมค์บนเวทีอีกครั้ง ข้อเสนอของ วีระกานต์ จะเป็นอย่างไร
คงจะเป็นการบ้านข้อใหญ่ให้แก่อาจารย์เอนก ที่ต้องไปคิดหาวิธีการว่า จะทำอย่างไรไม่ให้ผู้คนที่เชิญมาเหล่านั้น คิดและเสนอเอาเฉพาะผลประโยชน์ของตน หรือกลุ่มตน



