คอลัมนิสต์

ทิศทางปฏิรูปชาติก้าวที่สำคัญของสภาปฏิรูปฯ

ทิศทางปฏิรูปชาติก้าวที่สำคัญของสภาปฏิรูปฯ

22 ธ.ค. 2557

ทิศทางปฏิรูปชาติ ก้าวที่สำคัญของสภาปฏิรูปฯ : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร

               จากคำกล่าวที่ว่า “ก้าวแรก 60 วันที่สภาปฏิรูปฯ เสนอความเห็นให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านไปแล้ว จากนี้จะเป็นการเริ่มต้นการปฏิรูปประเทศที่เข้มข้นตามลำดับ เชื่อว่าประเทศของเราจะไปรอดและไปได้ดี ภายใต้สำนึกที่เราต้องทำงานร่วมกัน” ของ "ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์" ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ถือเป็นคำปลุกเร้าให้สมาชิก สปช. ตื่นตัวและก้าวสู่ปฐมบทภารกิจอันใหญ่ยิ่งต่อการสางปัญหาและปูทางประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 27 วรรคท้าย 

                สำหรับ "หัวใจ" สำคัญงานปฏิรูป ที่ “ผู้นำสภาปฏิรูปฯ ยุค 2014” วางไว้คือการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
 
                จึงได้วางทิศทางทำงานของ สปช.ไว้ ผ่านบทบาทและการระดมสมองของสมาชิก สปช. ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปทั้ง 18 คณะ เพื่อสังเคราะห์ปัญหาและหาทิศทางแก้ไข ทำเป็นรูปเล่มรายงานนำส่งไปยังคณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยในส่วนโครงการหรือนโยบายที่ทำได้ทันที “ดร.เทียนฉาย” ให้คำจำกัดความไว้ว่า เป็นแบบ เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จโดยเร็วที่สุด หรือ "Quick Win" คือ ทำได้ทันที ด้วยการออกคำสั่งหรือประกาศ ครม. เพราะมีบทบัญญัติของกฎหมาย และระเบียบราชการครอบคลุมแต่ที่ผ่านมายังไม่ถูกนำไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม หลังการพิจารณาแล้วว่าเป็นชนวนของการปลดล็อกปัญหาได้
 
                แน่นอนว่าสาระสำคัญของโปรเจกท์ "Quick Win" ต้องมีผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์ ดังนั้น “ดร.เทียนฉาย” วางหลักพิจารณา คือ ประเด็นการปฏิรูปที่มีผู้ที่ได้ประโยชน์และผู้ที่เสียประโยชน์ แต่การเสียประโยชน์นั้นต้องให้ความสำคัญด้วยว่า เป็นประโยชน์ของกลุ่มคนที่ไม่ควรจะได้รับประโยชน์นั้นมาก่อน แต่ก็ได้รับ หลักการคือต้องลดความเหลื่อมล้ำ คืน หรือเกลี่ยความเป็นธรรมไปยังภาคส่วนคนด้อยโอกาส แต่ไม่ใช่การเกลี่ยความจนไปให้คนรวย เพราะจะเกิดปัญหา
 
                หากขยายความจากประเด็นนี้ อาจทำให้สังคมนึกถึงรัฐสวัสดิการตามโมเดลที่สมบูรณ์แบบ แต่เป้าหมายสำคัญ คือ การลดประชานิยม ลดการแจกเงิน เพื่อให้ “คน” มีศักยภาพในการดูแลและช่วยเหลือตนเองได้แท้จริงและยั่งยืน
 
                ประเด็นนี้ “ประธาน สปช.” ขยายความไว้ว่า ต้องเดินห่างจากประชานิยม แปลว่าในประชาชนทั้งหมดมีส่วนหนึ่งที่อยู่ในภาวะอ่อนแอทางเศรษฐกิจ จนไม่สามารถช่วยตนเองได้ในภาวะชั่วคราวเท่านั้น คือไม่ใช่เรื่องเรื้อรัง เช่น การแก้ปัญหาความยากจน ที่ไทยพยายามพัฒนามา 50-60 ปี ทำไมคนจนยังจนลง ส่วนคนรวยยังรวยขึ้นๆ โดยมีคำถามว่าคนรวยวันนี้เป็นคนรวยตั้งแต่สมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติเมื่อ พ.ศ.2503 หรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ ดังนั้นฐานะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ความจนก็ชั่วคราว แต่หากความชั่วคราวต่อเนื่องไปเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาให้ดี

                “ความสำคัญ คือ คนที่ด้อยโอกาส ด้อยฐานะในภาวะนั้นๆ เราต้องอุ้มเขาขึ้น แต่ไม่ใช่ด้วยประชานิยม เอาเงินไปแจก แต่ต้องเป็นกลวิธีที่ทำให้เขาช่วยตนเองได้ มีงานทำ เลี้ยงดูตัวเองได้ เราถอยห่างจากประชานิยม แต่ไม่ถึงรัฐสวัสดิการ เราต้องเป็นเสรีนิยมที่ให้ประชาชนหรือคนด้อยโอกาสสามารถดูแลตัวเองได้”
 
                ยอมรับว่า ภารกิจของ “สปช.” ตลอด 1 ปีเศษหลังจากนี้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และทำสำเร็จทุกเรื่อง เพราะอุปสรรคสำคัญ คือ การเห็นปัญหาและวิธีแก้ไขในมุมมองเดียวกันจากหน่วยงานราชการ จนนำไปสู่ความพร้อมและรับข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปไปปฏิบัติ เพราะข้อเสนอแนะของ สปช.นั้น ไม่มีสภาพบังคับ
 
                ดังนั้น จึงเป็น "โจทย์หิน" ที่ท้าทายมันสมองและความสามารถของ “สมาชิก สปช.” เป็นอย่างยิ่ง