
ยึดหลักเหตุผล-ลดขัดแย้ง
ยึดหลักเหตุผล-ลดขัดแย้ง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2557
ในช่วงที่กำลังตกผลึกการปฏิรูปด้านต่างๆ เพื่อเป็นกรอบข้อเสนอแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ย่อมมีข้อเสนอมากมายและเป็นเรื่องยากที่จะเลี่ยงไม่ให้เกิดคำถามหรือข้อวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะข้อเสนอนั้นอาจจะส่งผลกระทบไปถึงเรื่องโครงสร้างของหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ รวมไปถึงพรรคการเมือง ตลอดจนวิธีการเข้าสู่อำนาจการบริหาร เช่น การเลือกตั้งที่ปัจจุบันก็ยังมีการโต้เถียงในเรื่องข้อดีข้อเสียสำหรับข้อเสนอที่ให้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยตรง ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ยกข้อดีในสิ่งที่ฝ่ายตนสนับสนุนขึ้นมาเพื่อเป็นข้อมูลสร้างน้ำหนักให้เห็นคล้อยตาม แต่สถานการณ์ก็ดูเสมือนว่าจะทวีความร้อนแรงขึ้นกลายเป็นความขัดแย้ง กระทั่งมีการแสดงออกให้เห็นขึ้นมาจากหลายฝ่ายด้วยกัน
ปรากฎการณ์ที่กลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหลายจังหวัดทั่วประเทศรวมตัวกันชุมนุมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้ยกเลิกระบบราชการท้องถิ่น แล้วให้ใช้รูปแบบการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านดำรงตำแหน่งแบบมีวาระและให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เป็นสิ่งสะท้อนถึงการปฏิรูปไม่ใช่เส้นทางที่จะเดินไปด้วยความราบเรียบ เพราะย่อมมีเสียงคัดค้านเมื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นกระทบกับความเป็นอยู่และวิถีดั้งเดิมที่เคยปฏิบัติกันมา หรืออย่างกรณีโฆษกคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ประกาศไขก๊อกออกจากตำแหน่งก็มาจากการไม่เห็นด้วยในประเด็นเลือกตั้งนายกฯ และคณะรัฐมนตรีโดยตรง ซึ่งการเห็นต่างแสดงออกได้แต่ก็ควรอยู่ในกรอบเหมาะสมอย่าให้ถึงกับยืนอยู่คนละฝั่ง
จากข้อสรุปประเด็นของคณะกรรมาธิการ 18 คณะของสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีจำนวนประเด็นรวมทั้งหมด 246 ประเด็นที่เข้าสู่การอภิปรายของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยประเด็นเหล่านั้นครอบคลุมข้อเสนอแนะในทุกด้านเพื่อส่งให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนำไปเป็นแนวทางเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะว่าไปแล้วต้องมีประเด็นอีกหลายหลากที่ส่งผลทั้งต่อระบบราชการ หน่วยงานอีกจำนวนมาก เช่น เสนอยึดปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยมเพื่อประโยชน์ของสังคมและสร้างดุลยภาพกับสังคม หรือเรื่องทรัพยากรสิ่งแวดล้อมก็เสนอออกกฎหมาย-แผนบริหารให้เป็นระบบ ตั้งศาลสิ่งแวดล้อม ตั้งองค์กรอิสระคือสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมระดับชาติ เป็นต้น ทำให้จากห้วงนี้ไปการวิพากษ์วิจารณ์จะท่วมท้นแต่ควรเป็นติเพื่อก่อในแนวสร้างสรรค์ไม่ใช่ทำลายล้างกัน
นายกรัฐมนตรีได้ปรารภในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการปฏิรูปของคณะต่างๆ ในแม่น้ำ 5 สายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ว่าทุกอย่างยังไม่ได้ข้อยุติ แต่เป็นเพียงข้อเสนอของภาคส่วนต่างๆที่มีความคิดเห็นประกอบจึงขอให้ประชาชนอย่าเพิ่งวิตกกังวล ตีโพยตีพาย หรืออย่าเพิ่งแสดงพลังคัดค้าน เพราะยังมีขั้นตอนอีกจำนวนมากกว่าจะได้ข้อยุติ และคสช.ก็จะต้องพิจารณาร่วมกันกับภาคส่วนต่างๆ อีก จึงมั่นใจว่าท้ายที่สุดแล้วอะไรที่ออกมาต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในสังคม ประการสำคัญคือจะต้องมีเหตุผลอธิบายให้สังคมเกิดการยอมรับได้ เพราะถ้าไม่มีเหตุผลรองรับก็ไปไม่ได้ และจากโรดแม็พของ คสช.คือสร้างความปรองดอง หากการปฏิรูปตั้งบนพื้นฐานความบริสุทธิ์ใจไม่มีวาระซ่อนเร้น จึงน่าจะยึดตามที่นายกฯ ว่าไว้ เพื่อไม่ให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นมาอีก



