คอลัมนิสต์

การบ้านจากสปช.

การบ้านจากสปช.

17 ธ.ค. 2557

การบ้านจากสปช. : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

                ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงต้นสัปดาห์นี้ เราได้เห็นผลสรุปการทำงานเพื่อนำเสนอความเห็นต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ สภาปฏิรูปแห่งชาติ

                หลายข้อเสนอนั้น น่าสนใจ เพราะอย่างน้อยก็ผ่านกระบวนการศึกษา กระบวนการรับฟังความคิดเห็น เช่น ที่มาของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองเสนอให้ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง โดยให้ผู้สมัครระบุชื่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะตามที่กฎหมายกำหนด

                นาทีนี้เรายังไม่สามารถฟันธงได้ว่า สุดท้ายแล้วกรรมาธิการยกร่างฯ จะเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าวหรือไม่ หรือมีข้อดีข้อเสียอย่างไร เพราะทุกระบบการเมืองการปกครอง การได้มา หรือการปลดออกจากอำนาจล้วนมีข้อดีข้อเสียของมันเอง ขึ้นกับว่าเราจะเลือกใช้ระบบไหน และบริบทในช่วงนั้นจะเป็นอย่างไร ?

                แต่คำถามที่ต้องถามมีอยู่ว่า ถ้า "กรรมาธิการยกร่างฯ" ไม่เห็นด้วยและปฏิเสธขึ้นมาจะเป็นอย่างไร และมีความหมายอย่างไร เพราะวันนี้เราได้เห็นจุดยืนที่ต่างออกไปของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ที่ดูเหมือนจะไม่ต้องการระบบดังกล่าว โดยดูจากท่าทีของกรรมาธิการยกร่างฯ หลายๆ คน แม้จะไม่มีใครพูดชัด แต่สัญญาณที่ออกมานั้นไม่ต่างกัน

                เช่น "วุฒิสาร ตันไชย" โฆษกกรรมาธิการยกร่างฯ ก็พูดในทำนองว่า การแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าวเป็นการแก้ไม่ถูกจุด

                ขณะที่หัวขบวนอย่าง "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ประธานกรรมาธิการยกร่างฯ ก็เคยปาฐกถาถึงเรื่องนี้ในวงประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง "8 ทศวรรษ ประชาธิปไตยไทย พลวัตแห่งดุลอำนาจ" ว่า

                "วันนี้ถ้าเราไปเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ก็เท่ากับเราไปติดปีกให้เสือ และสามารถทำให้เสือดำน้ำได้ด้วย"

                ต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของกรรมาธิการยกร่างฯ โดยพวกเขาเป็น 1 ในแม่น้ำ 5 สายของ คสช. ที่ถูกออกแบบว่าจะนำไปสู่สภาปฏิรูป แต่แม้จะถูกระบุเช่นนั้น แต่แท้จริงแล้วพวกเขาถือเป็นอีกปีกหนึ่งของ "สภาปฏิรูปแห่งชาติ"

                เพราะ "กรรมาธิการ" นั้น ศักดิ์ย่อมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ "สภา" นอกจากนี้ การตั้ง "กรรมาธิการยกร่างฯ" ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ก็ให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นคนลงนามแต่งตั้ง อีกทั้งรองประธานสภาปฏิรูปฯ อย่าง "บวรศักดิ์" ก็เป็น ประธานกรรมาธิการยกร่างฯ ด้วย

                ทั้งยังระบุว่า สปช.ต้องทำหน้าที่รวบรวมความเห็น ผลการศึกษาเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญเสนอเพื่อให้กรรมาธิการยกร่างฯ เป็นผู้นำเอาความคิด มาเขียนเป็นตัวบท

                ดังนั้นหาก "กรรมาธิการยกร่างฯ" ซึ่งมีสถานะเป็น "ลูก" ไม่ทำตามที่ "แม่" อย่าง "สภาปฏิรูปแห่งชาติ" เสนอ ก็ย่อมจะต้องมีคำตอบถึงเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ทำตามเช่นนั้น

                ยิ่งไปกว่านั้น ตามหลักการแล้ว หากมีข้อเสนอที่ชัดเจนมิใช่เสียงแตกหรือยังไม่ได้ข้อสรุป คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ควรเขียนให้เป็นไปตามนั้น

                ดังนั้นถ้ามีอะไรที่ต่างไปจากข้อเสนอจริงๆ กรรมาธิการยกร่างฯ ต้องตอบให้ชัดว่า กระบวนการของ สปช.มิใช่เพียงกระบวนการด้านพิธีกรรม มีธงในการร่างหรือทำตามใบสั่งของใครตั้งแต่ต้นหรือไม่

                นอกจากนี้ในขั้นตอนสุดท้าย สปช.จะเป็นผู้ที่ตรวจสอบว่า รัฐธรรมนูญที่ออกมานั้น ผู้รับเหมาทำออกมาตรงตาม "สเปก" ที่เสนอไปหรือไม่ ซึ่งถ้าดูตามอำนาจหน้าที่ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว หากเนื้อหาสาระหลักไม่ตรงไปตามที่เสนอไป หรือคำชี้แจงและอธิบายไม่ดีเพียงพอ พวกเขาก็มีสิทธิที่จะตรวจสอบโดยการลงมติว่าจะรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ในขั้นตอนสุดท้าย

                นี่คือเรื่องของหลักการที่เราทุกคนต้องจับตาให้ดี