คอลัมนิสต์

เร่งเครื่องเศรษฐกิจ

เร่งเครื่องเศรษฐกิจ

16 ธ.ค. 2557

เร่งเครื่องเศรษฐกิจ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 16 ธันวาคม 2557


                พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แสดงความมั่นใจว่า ในปีหน้าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น คาดหมายว่า อัตราการเจริญเติบโตน่าจะอยู่ที่ประมาณการร้อยละ 3.5-4.5 ส่วนการลงทุนก็มีมากขึ้น โดยมีตัวเลขขอรับการสนับสนุนการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 8 แสนล้านบาท จากเดิม 7.6 แสนล้านบาท สำหรับในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นเครื่องจักรหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น นายกรัฐมนตรีเชื่อเช่นกันว่าจะดีขึ้น ตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว แม้การประมาณการจากปีที่ผ่านมาตัวเลขอยู่ที่ 26.7 ล้านคน แต่ตัวเลขก็ทำได้ที่ 25 ล้านคน ก็ถือว่ายังดี และยืนยันว่า กฎหมายที่ประกาศใช้ไป ไม่ได้มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวหรือนักท่องเที่ยวเลย แต่ทั้งหมดก็ต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขอให้เสียสละบ้าง หรือมีกำไรน้อยลงบ้าง

                อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยสำคัญหนึ่งที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวอย่างรวดเร็วก็คือ การส่งออก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ให้ข้อมูลในช่วงเดือนตุลาคม 2557 ซึ่งขยายตัวร้อยละ 3.97 เป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 21 เดือน พร้อมกับการกลับมาเจริญเติบโตอีกครั้งของกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม อย่าง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รวมทั้งการส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตรยังมีทิศทางที่ดี เช่น ข้าว น้ำตาล และมันสำปะหลัง มูลค่าการส่งออกเดือนตุลาคม 2557 มีจำนวน 20,164 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 3.97 และระยะ 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.2557) มีมูลค่า 190,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัวร้อยละ -0.36 โดยสินค้าส่งออก มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 19,027 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 6.97 โดยมีสัดส่วนร้อยละ 93.3 ของมูลค่าการส่งออกรวม

                จากตัวเลขดังกล่าวมานี้ สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยน่าจะผ่านพ้นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจมาได้พอสมควรแล้ว หากแต่โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลโดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ก็คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐในปี 2558 เพราะแม้ในปีนี้ การส่งออกจะขยายตัวได้ดีในช่วงไตรมาสสุดท้าย หากแต่ตัวเลขทั้งปีก็ยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เป็นตัวแปรสำคัญ ขณะเดียวกัน เครื่องจักรอีกตัวหนึ่งที่ภาครัฐหมายมั่นปั้นมือให้เป็น "พระเอกจำเป็น" เพื่อเข้ามากอบกู้สถานการณ์แทนการส่งออกคือ ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งนายกรัฐมนตรียืนยันว่า การออกกฎหมายของ คสช.ไม่ได้มีผลกระทบในทางลบแต่อย่างใด เช่นนี้แล้ว โดยภาพรวมจึงพอจะเห็นแนวโน้มว่า เศรษฐกิจของประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้นพอสมควร หากแต่สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งลงมือก็คือ การใช้จ่ายภาครัฐ

                ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา การบริหารงานของ คสช.และรัฐบาลในเวลาต่อมา มีความพยายามอย่างสูงที่จะกระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้า หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เร่งล้างท่อ ซึ่งถึงขณะนี้พบว่าการเบิกจ่ายเมื่อเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.2 ซึ่งยังพอจะเป็นความหวังว่า ภาครัฐจะกลับมาเป็นเครื่องจักรกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกครั้ง นี่จึงสะท้อนให้เห็นการบริหารงานในกระทรวงต่างๆ ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องเอาใจใส่ เพื่อให้สามารถพลิกเศรษฐกิจขึ้นมาได้ และหน่วยงานภาครัฐก็จะดำรงสถานะของเครื่องจักรสำคัญต่อไป