คอลัมนิสต์

'เลือกตั้งนายกฯ'...คำถามที่ไม่จบแค่ที่มา

'เลือกตั้งนายกฯ'...คำถามที่ไม่จบแค่ที่มา

10 ธ.ค. 2557

'เลือกตั้งนายกฯ'...คำถามที่ไม่จบแค่ที่มา: ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

               ช่วงที่ผ่านมาประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาถกเถียงกันในวงปฏิรูปคือที่มาของนายกรัฐมนตรีควรจะเป็นอย่างไร ควรจะมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎร หรือควรจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง

               หลายคนเสนอความคิดพร้อมทั้งยกเหตุผลมาประกอบ ทั้งในเชิงสนับสนุนและคัดค้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ "รัฐบาลเข้มแข็ง" หรือ "ทำให้รัฐบาลเข้มแข็งเกินไป"  หรือเมื่อแบ่งแยกอำนาจแล้วทำให้ "ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น" หรือ "ตรวจสอบไม่ได้เลย"  โดยแต่ละเหตุผลมาจากหลักการคล้ายๆ กันแต่ยืนอยู่บนคนละหน้ากระดาษเท่านั้น ขึ้นอยู่กับจุดที่เลือกขึ้นไปยืนมอง

               อย่างไรก็ตามการ "เลือกตรง หรือ "เลือกอ้อม" นั้นอาจจะมิใช่สาระสำคัญทั้งหมด เพราะทุกระบบต่างก็มีข้อดีข้อเสีย วิธีการได้มาย่อมไม่มีอะไรที่ตายตัว แต่เรื่องราวทั้งหมดจะไม่จบลงแค่เลือกตั้งไม่ว่าทางไหนแล้วได้นายกฯ เพราะสิ่งที่จะเป็นสาระสำคัญมากกว่านั้นคือการวางบทบาท อำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ  ระบบการทำงาน การตรวจสอบการใช้อำนาจ ของนายกฯ ไว้อย่างไร

               ถ้ามีการเลือกตั้งตรงหลายคนอาจจะหวังเห็นนายกฯ มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สามารถบริหารงานได้อย่างเป็นอิสระมากกว่าที่แล้วๆ มา โดยความคาดหวังย่อมไม่ต่างจากผู้ที่มีอำนาจสูงสุดเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในต่างประเทศที่มีการเลือกตั้งผู้นำ

               แต่หากมีการบัญญัติว่าเลือกตั้งนายกฯ ตรงแต่กลับไม่ให้อำนาจอะไรไว้เลย ทำตามนโยบายที่หาเสียงไม่ได้ โยกย้ายข้าราชการก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ อย่างนี้ต่อให้เลือกตรงมาก็ไม่มีความหมายอะไร แม้จะมีประชาชนจำนวนมากหนุนหลัง เพราะทุกอย่างถูกจำกัดไว้หมดแล้ว

               ส่วนเรื่องการตรวจสอบนั้นก็ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันว่า ในระบบเลือกตั้งตรงนั้นการตรวจสอบจะเป็นเช่นไรถ้าเทียบกับที่ผ่านๆ มา โดยถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากที่เคยเป็น ก็จะเท่ากับการการตรวจสอบจะทำได้ยากยิ่งขึ้น  แม้จะถูกแย้งว่าเมื่อฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ ไม่ได้เป็นพวกเดียวกัน ก็น่าที่จะตรวจสอบยากขึ้น แต่อันที่จริงแล้ว โดยมากคะแนนนิยมมักจะไปในทางเดียวกัน

               ยิ่งไปกว่านั้น หากนายกฯ จะไม่สามารถถูกตรวจสอบโดยสภาเพราะมีการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่กันอย่างชัดเจน ก็เท่ากับนายกฯ แทบไม่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาเลย หรือแม้แต่หากรัฐสภาไม่ผ่านกฎหมายที่สำคัญจนเกิดภาวะสุญญากาศทางการบริหาร นายกฯ เองก็ยุบสภาไม่ได้เช่นกัน

               ดังนั้นถ้าตามสมมุติฐานของการแบ่งและแยกอำนาจ ก็มีความเป็นไปได้ที่ "นายกฯ" ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจะเป็น "เสือติดปีก" พอๆ กับที่จะกลายเป็น "รัฐบาลพิการ" ที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

               คำถามที่น่าสนใจตามมาคือระบบนี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงจะพบว่า "ความคิดพื้นฐาน" ของการเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง และการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ อยู่ที่การมองนักการเมืองอย่างหวาดระแวง รวมถึงประทับตราว่าต้นตอแห่งปัญหาต่างๆ ล้วนเกิดจากนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "นักการเมืองบางคน" ที่มี "ภาพลักษณ์ของตัวเอง" ที่แข็งแกร่งและมีผู้ศรัทธาเป็นจำนวนมาก

               หากมีการเลือกตั้งตรงจริงจะเท่ากับแจ้งเกิดใหม่กับนักการเมืองคนหนึ่งที่มี "แบรนด์" ที่เข้มแข็ง เป็นสัญลักษณ์ของหลายสิ่ง โดยมีพลังมวลชนหนุนหลัง ที่สำคัญคืออ้างอิงจากกระบวนการนับเลขที่ชอบธรรมอย่างการเลือกตั้งได้ด้วย

               และในทางตรงกันข้ามก็จะมีมวลชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย และออกมาต่อต้านเช่นกัน

               นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้มีอำนาจต้องคิดและนำมาตัดสินใจว่าจะใช้ระบบไหนในการเลือก "นายกฯ" เข้าสู่ตำแหน่ง รวมถึงกำหนดบทบาทอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ เพราะรัฐธรรมนูญคือการออกแบบโครงสร้างทางอำนาจของสังคม ถ้าวางระบบไว้ดีพอ เราก็จะเดินหน้าไปได้ แต่ถ้าไม่ดี วิกฤติการเมืองครั้งใหม่ก็รออยู่ไม่ไกล