คอลัมนิสต์

จับตาภาษีมรดก

จับตาภาษีมรดก

10 ธ.ค. 2557

จับตาภาษีมรดก : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 10 ธันวาคม 2557

               เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง หลังจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีมติให้เลื่อนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดกออกไปเป็นวันที่ 18 ธันวาคม ทั้งนี้ก็เพราะสังคมให้ความคาดหวังไว้กับ สนช.เป็นอย่างสูง ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่ออกกฎหมายในสถานการณ์ ปลอดว่างสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ว่าจะสามารถออกกฎหมายที่ทำไม่ได้ในยามปกติ โดยเฉพาะเมื่อกฎกติกาใหม่ต่างๆ ไปเกี่ยวข้องกับทั้งสมาชิกในรัฐสภาเอง คะแนนเสียงของพวกเขา และกลุ่มผลประโยชน์ขนาดใหญ่ที่หนุนหลังพรรคการเมืองอยู่ บรรดาข้อเสีย จุดอ่อนต่างๆ ที่จะเกิดตามมาจากกฎหมายนี้จึงถูกหยิบยกขึ้นเป็นข้ออ้างเสมอมา ครั้นเมื่อสนช.เลื่อนการพิจารณาออกไปอีกครั้ง จึงเกิดข้อสงสัยในท่าทีและจุดยืนอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

               ตามโรดแม็พปฏิรูปประเทศไทยในหลายๆ ด้านผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) หนึ่งในนั้นคือ ประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมที่เชื่อกันว่าเป็นเหมือนระเบิดเวลาอันนำมาซึ่งความขัดแย้งแตกแยกแบ่งฝักฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ก็เคยประกาศท่าทีชัดเจนว่า ภาษีมรดกเป็นสัญลักษณ์ของการดูแลซึ่งกันและกันของคนในสังคมที่มีรายได้ต่างกัน หรือพูดอีกอย่างก็คือ ลดความบาดหมางระหว่างคนรวยกับคนจนนั่นเอง กฎหมายภาษีมรดกจะทำให้คนทั้งสองกลุ่มเห็นใจ และถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมากขึ้นด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีแรงสนับสนุนออกมาส่งเสียงเชียร์กันแทบไม่ขาดสายเหมือนกับว่า ประเทศไทยกำลังจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อันเป็นหลักชัยแห่งความปรองดองสมานฉันท์

               ในทางกลับกัน ยังมีข้อสงสัยจากนักวิชาการ และนักกฎหมายตามมา ในทำนองที่ไม่เชื่อข้อสันนิษฐานที่ว่า การเรียกเก็บภาษีมรดกคือสัญลักษณ์ของการดูแลซึ่งกันและกัน ซ้ำร้ายจะยิ่งทำให้คนที่มีมรดกอยู่มากๆ อาจหลีกเลี่ยงการเสียภาษีด้วยการเลือกเก็บทรัพย์สินที่จะประเมินเป็นมรดกไว้ในต่างประเทศ หรือเปลี่ยนพฤติกรรมการเก็บทรัพย์สินใหม่เป็นของมีค่าอื่นแทนอสังหาริมทรัพย์ ส่วนหนึ่งมองเลยไปว่า จะกระทบกระเทือนถึงตลาดการค้าอสังหาริมทรัพย์ด้วยซ้ำ มีบางคนแสดงความเห็นว่า ผู้รับมรดกบางรายอาจไม่ได้ร่ำรวยหรือมีเงินมากพอที่จะจ่ายภาษีมรดก โดยสรุปก็คือ สังคมยังมองเห็นร่างกฎหมายนี้เหมือนเหรียญสองด้าน มองเห็นพระจันทร์คนละมุม

               วันที่ 18 ธันวาคมนี้ ร่างพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดกจะกลับเข้าสู่การพิจารณาของสนช.อีกครั้ง หลังจากที่ได้เลื่อนมาแล้วด้วยเหตุผลต่างๆ นานา น่าจับตาว่าสนช.ทั้ง 250 คนสามารถผลักดันกฎหมายนี้ออกมาได้หรือไม่ หรือจะได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเนื้อหาไปอย่างไรในชั้นแปรญัตติของคณะกรรมาธิการ เพราะต้องไม่ลืมว่าร่างกฎหมายฉบับนี้นอกจากจะกระทบกับคนส่วนใหญ่ตั้งแต่คนจนขึ้นไปถึงมหาเศรษฐีแล้ว บรรดาสมาชิกสนช.ก็ล้วนแต่ถูกมองอย่างสงสัยว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับเรื่องนี้อยู่ด้วยหรือไม่ ดังนั้น  พวกเขาจึงจะต้อง สรุปข้อดีข้อเสียของกฎหมาย โดยคำนึงถึงผลประโยชน์คนส่วนใหญ่เป็นหลัก ทั้งนี้ นอกจากมติของสนช.จะสะท้อนให้เห็นตัวตนแล้ว ก็น่าติดตามต่อไปว่า กฎหมายภาษีการรับมรดกจะเป็นดั่งประตูที่เปิดไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย เพื่อลดความเหลื่อมล่ำต่ำสูงให้เป็นรูปธรรมมากที่สุดได้หรือไม่ด้วย